
๕๗. มุ่งตรงไป
เมืองหลวงพระบาง
หลวงปู่บอกว่า ภูมิประเทศทางฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง ซึ่งเป็นแขตของประเทศลาวนั้น เป็นที่ ร่มรื่น มีป่าและภูเขามาก สัตว์ป่ามีชุกชุม พวกมันไม่กลัวคน เวลาหลวงปู่เดินทางผ่านไป พวกมันต่างก็ หากินตามปกติ เหมือนไม่มีใครแปลกปลอมผ่านมา พวกมันไม่เห็นตกอกตกใจ หรือแสดงท่า ระแวดระวังภัยแต่อย่างใด
เวลาเช้า จะได้ยินเสียงพวกลิง ค่าง ชะนี ร้องเสียงระงมอยู่ทั่วไป
หลวงปุ่เิดินทางขึ้นไปทางเหนือของประเทศ เมืองต่างๆบนเส้นทางนั้น ล้วนแต่เป็นเมืองเล็ก เมืองน้อยทั้งสิ้น มีเมืองหลวงพระบาง เท่านั้น ที่เป็นเมืองใหญ่
หลวงปู่ทั้งสอง ตกลงใจจะเข้าไปเมืองหลวงพระบางเสียก่อน เพราะเป็นเมืองที่มีชื่อเสียง ต่อ จากนั้น จึงค่อยเดินทางต่อไป สิบสองปันนา สิบสองจุไท
เมื่อถึงหลวงพระบาง หลวงปุ่ไปพักที่วัดใต้ หนึ่งในสามวัดในเมือง
ในเมืองหลวงพระบางมีวัด ๓ วัด คือวัดเหนือ วัดพระบาง และวัดใต้
วัดพระบางเป็นวัดสำคัญ และเป็นวัดเก่าแก่คู่บ้านคู่เมือง เป็นที่ประดิษฐานของพระบาง พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ ประจำเมือง
ในเมืองมีผู้คนไม่มากนัก เมืองอยู่ในหุบเขา มีภูเขาล้อมรอบ มีที่ราบพอได้อาศัยปลูกข้าวและ ทำการเกษตร พอเลี้ยงพลเมืองได้
ประชาชนทั่วไปมีอัธยาศัยดี ไม่มีโจรผู้ร้าย ประชาชนมีใจบุญสุนทาน และดูเคร่งครัดต่อ ศาสนาพอสมควร ทำมาหาเลี้ยงชีพด้วยการทำนาและหาของป่า การค้าขายก็พอมีบ้างไม่มากนัก
การเพาะปลูกพืชผลอย่างอื่น พอมีบ้าง แต่ไม่มาก เพราะมีพื้นที่ราบจำกัด ภูมิประเทศถูกล้อม รอบด้วยภูเขา
๕๘. เดินทางต่อไม่ได้
ต้องกลับประเทศไทย
หลวงปู่แหวน กับหลวงปู่ตื้อ พักอยู่ในเมืองหลวงพระบาง พอสมควรแล้ว ก็ออกเดินธุดงค์ ต่อไปทางสิบสองปันนา สิบสองจุไท แต่ไปพบด่านทหารฝรั่งเศส
พวกทหารฝรั่งเศส ถามหลวงปู่ทั้งสอง ว่า จะไปไหนและมาจากไหน
หลวงปู่ บอกเขาว่า จะไปสิบสองปันนา สิบสองจุไท และเดินทางมจาประเทศสยาม
พอรู้ว่ามาจากประเทศสยาม จึงไม่ให้ท่านเดินทางต่อไป ท่านจึงต้องเดินทางกลับลงมาที่เมือง หลวงพระบาง อีกครั้ง
พักอยู่หลวงพระบาง สองสามวัน ท่านจึงตกลงกันเดินทางกลับเืมืองไทย โดยเดินทางลัดป่า เขามาตามทางเดิม ผ่านเมืองต่างๆ ได้แก่ เมืองเลน เมืองโป เมืองแมด เมืองกาสี
ในระหว่างนั้น มีข่่าวว่า เจ้ามหาชีวิตของลาวจะเสด็จๆ ไปยังเมืองเวียงจันทน์ ทางการจึงได้ เกณฑ์ราษฎรมาแผ้วถางทางผ่านเมืองต่างๆดังกล่าว การเดินทางกลับของหลวงปู่ จึงได้อาศัยเส้น ทางนี้เดินทางไปยังเวียงจันทน์
เมื่อถึงเวียงจันทน์ หลวงปู่เดินเลียบฝั่งโขงล่องลงมา และขึ้นฝั่งไทยตรงอำเภอท่าลี่ จังหวัดเลย
การจาริกไปทางฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง ของหลวงปู่ทั้งสององค์ในคราวนั้น ใช้เวลาเดินทางทั้งไป และกลับ เป้นเวลาทั้งสิน ๑๔ วัน
๕๙. ภาวนาแถวอำเภอท่าลี่
จังหวัดเลย
เมื่อหลวงปุ่แหวนกับหลวงปู่ตื้อ กลับเข้าประเทศไทยทางอำเภอท่าลี่ จังหวัดเลย แล้ว ท่าน ไม่ได้กลับไปวัดโพธิ์ชัย บ้านนาโป่ง วัดบ้านเกิดของหลวงปู่แหวน แต่ได้พักภาวนาอยู่ตามป่าเขา แถวอำเภอท่าลี่นั่นเอง
นอกจากการบำเพ็ญภาวนาแล้ว ยังเป็นการพักผ่อนร่างกายที่เหนื่อยเพลีย จากการเดินทาง จาริกไปทางฝั่งลาว
เขตอำเภอท่าลี่ มีป่าและภูเขามาก นับเป็นสถานที่แห่งหนึ่งที่มีภูมิประเทศเหมาะแก่การบำเพ๊ญ ภาวนา
แม้แต่ในปัจจุบัน ผู้เขียน ( ปฐม นิคมานนท์) เคยตระเวณไปในอำเภอต่างๆ ของจังหวัดเลย ภูิมิประเทศเต็มไปด้วยภูเขาที่สลับซับซ้อน ป่าไม้ยังมีมาก แม่น้ำลำธารมีหลายสาย แถมยังมีความ วิเวกห่างไกลผู้คน นอกจากเหมาะสำหรับไปท่่องเที่ยวพักผ่อนแล้ว ยังน่าไปบำเพ็ญภาวนาเป็น อย่างยิ่ง
เมื่อหลวงปุ่แหวน กับหลวงปุ่ตื้อ แสวงวิเวกบริเวณป่าเขาอำเภอท่าลี่พอสมควร ร่างกายหาย จากการอ่อนเพลียแล้ว ท่านก็ตกลงกันว่า จะแสวงความวิเวก ไปทางภาคเหนือต่อไป
ทางภาคเหนือ เป็นสถานที่ที่ทั้งสององค์ยังไม่เคยไปมาก่อน จึงตกลงเดินทางมุ่งสู่ภาคเหนือ ทันที
๖๐. จาริกไปภาคเหนือ
ในบันทึกการเดินทางของหลวงปู่แหวน กับหลวงปู่ตื้อ ในการจาริกจากอำเภอท่าลี่ จังหวัด เลย ไปยังภาคเหนือมีดังต่อไปนี้ :-
สมัยก่อน จะไปไหน พาหนะที่ดีที่สุดคือขาสองขา ของเรานี้เอง เดินไปค่ำไหนนอนที่นั่น ไม่ ต้องเป็นห่วงเด็กเล็กที่เป็นลูกศิษย์ เพราะไม่จำเป็นต้องมี ที่ไหนไม่เหมาะก็พักคืนเดียว
ในครั้งนั้น เดินออกจากอำเภอท่าลี่ มาอำเภอด่านซ้าย (จังหวัดเลย) จากด่านซ้าย ก็เดินเข้าป่า ข้ามเขาไปอำเภอน้ำปาด (จังหวัดอุตรดิษถ์) โดยผ่านเขตอำเภอนครไทย(จังหวัดพิษณุโลก) ซึ่ง มีภูมิประเทศเป็นป่า เขาเกือบทั้งสิ้น
การเดินทางก็เดินได้เฉพาะกลางวันเท่านั้น เย็นลงต้องหาที่พักเพราะสัตว์ป่า เช่น ช้าง เสือ ชุกชุม ประชาชนกลัวกันมาก ไม่กล้าเดินคนเดียว แม้สองสามคนก็ไม่กล้าเดิน เพราะกลัวพวก สัตว์ร้ายเหล่านั้น
บางแห่งเขาจะสร้างที่พักไว้กลางทาง สำหรับผู้เดินทางจะได้พักอาศัย หลับนอนในเวลา กลางคือน
หลังจากนั้น เดินทางไปอำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์ แล้วตัดไปอำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน
พื้นที่ดังกล่าวแล้วนี้ เป็นป่าเป็นเขาเป็นส่วนมาก มีหมู่บ้านเป็นแห่งๆ ตามที่ราบเชิงเขา บางแห่งก็มีหมู่บ้านชาวเขาตั้้งอุยู่พอได้อาศัยบิณฑบาต
จากจังหวัดน่าน เดินทางวกลงมาทางอำเภอสอง อำเภอร้องกวาง จังหวัดแพร่
๖๑. ขอบิณฑบาตข้าว
จากชาวเขาเผ่าเย้า
บัันทักการเดินทางของหลวงปุ่แหวน กับหลวงปู่ตื้อมีต่อไปว่า ๆ :-
วันหนึ่ง ขณเดินทางมาด้วยความอ่อนเพลีย กลางป่าเขา เพราะยังไม่ได้ฉันข้าว ขณะเดิน ทางมานั้นเผอิญไปพบหมู่บ้านชาวเย้า เข้าแ่ห่งหนึ่ง จึงเข้าไปบิณฑบาต
เดินไปไม่พบใครเลย เนื่องจากออกไปทำไร่หมด จวนจะเป็นบ้านสุดท้ายอยู่แล้ว
พอดีมีชายคนหนึ่ง โผล่ออกมาจากบ้าน จึงพูดกับเขาว่า
" สหาย เรายังไม่ได้กินข้าว ขอข้าวเรากินบ้าง "
เย้าคนนั้นตอบว่า :-
" ข้าวเฮามีน้อย เฮบ่หื้อ เฮาเอาไว้กิ๋น เอาไว้ขาย ข้าวสุกเฮาก็มี เฮาบ่หื้อ เฮาเอาไว้กิ๋น ข้าว สารเฮาก็มี เฮาเอาไว้ขาย เฮาบ่หื้อ "
เขาพูดออกมาจากใจจริงของเขา ตรงๆ ตามภาษาซื่อๆของเขา พวกเหล่านี้ไม่มีมายาสาไถย อะไร พวกเขามีความในใจอย่างไรก็พูดออกมาอย่างนั้น เขาไม่คิดว่า มันจะไปกระทบใจใคร หรือ จะไปทำความไม่พอใจให้ใคร แม้จะไปทำความผิดหวังให้ใครเขาก็ไม่คิด เพราะความซื่อของเขา
เย้าคนนั้น นอกจากแกจะพูดว่า " เฮาบ่หื้อ " แล้ว ตาของแกยังจ้องมองไปที่บาตรของพระ ที่ยังว่างเปล่านั้นอีก แล้วแกก็พูดขึ้นว่า
" หม้อนั้น ขายฮื้อเฮา เฮาเอาไว้ต้มข้าว"
เมื่อถูกชายชาวเย้า พูดขอซื้อบาตรเช่นนั้น ทำให้เกือบกลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่ ทำเอาลืมหิวข้าว ไปชัวขณะหนึ่ง จึงบอกกับแกว่า
" ไม่ได้ เราขายให้ไม่ได้ เมื่อไปถึงบ้านถึงเมืองเรา ใช้บาตรใบนี้แหละไส่ข้าว"
๖๒. พบหญิงเย้าใจอารี
เมื่อหลวงปู่ เห็นว่าการบิณฑบาตครั้งนั้นไม่มีหวังแล้ว จึงเดินทางต่อไป ระหว่างทางได้พบ หญิงชาวเย้าผู้หนึ่ง จึงออกปากขอบิณฑบาตข้าวอีก คราวนี้ไม่ต้องบิณฑบาต แต่พูดขอเอาที่เดียว ว่า " สหาย เต็มที่แล้ว เรายังไม่กินข้าว เอาข้าวให้เรากินบ้าง"
หญิงชาวเย้าตอบว่า " คอยเฮากำเน้อ" แล้วรีบเดินทางเข้าไปในบ้านครู่หนึ่ง เดินถือขันข้าว ออกมา พร้อมกับพูดว่า " ข้าวมีม๊อกอี๋ " แล้วก็เทข้าวใส่ในบาตะจนหมดขัน
เมื่อได้ข้าวจากหญิงที่มีใจอารีแล้ว จึงหาที่เหมาะเพื่อฉันข้าวต่อไป การฉันข้าววันนั้น ก็ไม่มี พิธีรีตองอะไร เพียงเอาน้ำเทใส่ข้าว แล้วก็ฉันเท่านั้น เพราะไม่มีกับอย่างอื่น
ข้าวสารชาวเขานั้นเป็นข้าวไร่ เขามีวิธีหุงพิเศษ เมื่อหุงสุกแล้วมีกลิ่นหอม รสหวาน นิ่มดี แม้พวกขาวเขาเอง เวลากินข้าว ก็ไม่มีอะไรมาก มีพริกมีเกลือ ก็กินกับพริก กับเกลือไป ถ้าไม่มี ก็กินกับน้ำ
ถ้าวันไหนได้เนื้อมา ก็เอามาย่างไฟแล้วกินกับข้าวอย่างเอร็ดอร่อย จะต้มจะแกงเหมือนพวก เรานั้นทำไม่เป็น
พวกนี้อยู่ง่าย กินง่าย ตามเผ่าของพวกเขา เผ่าไหนสูบฝิ่นหลังอาหารก็มีการสูบฝิ่น แถมนอน สูบกันอย่างสบายอารมณ์
๖๓. พบพระชาวเหนือ
ผู้มีเมตตาจิต
หลังจากฉันข้าวที่หญิงชาวเ้ย้าถวายแล้่ว หลวงปุ่แหวน กับหลวงปุ่ตื้อ ก็ออกเดินทางต่อไป บันทึกกล่าวต่อไปว่า
เมื่อฉันเสร็จแล้ว จึงออกเดินทาง จากหมู่บ้านชาวเย้า มาถึงพื้นที่ราบ เป็นหมู่บ้านของคนเมือง เดินไปพบกับพระองค์หนึ่ง ถามถึงทางที่จะไปข้างหน้า ว่ายังอีกไกลเท่าไร
ท่านตอบว่า " ผากข้าวตอน"
ก็ไม่เข้าใจภาษาของท่าน แต่เพราะความมีเมตตาจิตของท่าน ท่า่นจึงชวนพักอยุ่กับท่า่นก่อน เมื่อหายเหนื่อยแล้ว ค่อยออกเดินทางต่อไป
พระท่านพูดว่า " นิมนต์พักอยู่กับผมก่อน ผมจะไม่ให้เดือดร้อนอันใด ข้าวน้ำโภชนาหารก็ดี เสนาสนะที่นั่งอันใดก็ดี ผมจะจัดการทั้งหมด เป็นธุระของผมเอง"
พระท่านยังบอกอีกว่า " ผมเคยไปเที่ยวทางใต้มา เขาต้อนรับผมอย่างดี ตอนนั้นผมยังไม่รู้จัก ธรรมเนียม แต่เดี๋ยวนี้ผมรู้แล้ว นิมนต์พักให้สบายก่อน มีกำลังแล้วค่อยเดินทางต่อไป"
หลวงปู่ทั้งสองจึงตกลงพักฉลองศรัทธา ความปราถนาดีของพระองค์นั้น ๓ วัน
๖๔. แยกทางกับหลวงปุ่ตื้อ
บัึนทึกการเดินทางของหลวงปู่ทั้งสององค์ มีต่อไป ดังนี้
เมื่อพักมีกำลังแล้ว อำลาท่านผู้มีใจอารีเดินทางต่อไป
รุ่งเช้า พอฉันเสร็จ จึงออกเดินทาง เวลาประมาณ เพล จึงถึงหมู่บ้านอีกแห่งหนึ่ง ที่ต้องการ ไป จึงรู้เอาคำว่า "ผากข้าวตอน" ก็คือระยะทางเดิน ไปกินข้าวกลางวันข้างหน้าทัน"
เพราะระยะทางจากวัดที่พัก ถึงหมู่บ้านนี้ เดินไปกินข้าวข้างหน้าได้
เดินทางมาถึงแพร่ พักอยู่ ๒ วัน จึงเดินทางต่อไปอำเภอสูงเม่น อำเภอเด่นชัย บ้านปิ่น แล้ว เดินทางตามทางรถไฟไปอีก ๔ วัน หลังจากนั้น ต้องเดินทางข้ามเขาไปอีก
ขณะเดินทางข้ามเขาไปนั้น ระหว่างทางพบกับพวกจีนฮ่อ และได้เดินทางต่อไปจนถึงลำปาง จึงแยกกันกับหลวงปุ่ตื้อ
หลังจากนั้น หลวงปู่แหวน จึงเดินทางไปยังเชียงใหม่ แต่เพียงองค์เดียว
ทางด้านหลวงปู่ตื้อ ท่านแยกไปทางอำเภอเถิน หลังจากนั้น จึุงไปพบกัน เพื่อกราบหลวงปู่มั่น ที่วัดเจดีย์หลวง ในเมืองเชียงใหม่
หลวงปุ่แหวน กับหลวงปู่ตื้อ ได้แปรญิตติ เป็นพระธรรมยุต ณ ว้ดเจดีย์ หลวง นั้นในเวลา ต่อมา
๖๕. บำเพ็ญภาวนา
ที่ภูเขาควาย ฝั่งประเทศลาว
ในบันทึกการท่องธุดงค์ของหลวงปุ่แหวน สุจิณฺโณ ไม่ได้ระบุวันเดือนปี ของการเดินทาง รวมทั้งไม่ได้บอกด้วยว่าหลวงปู่ท่านไปองค์เดียว หรือมีพระองค์อื่นไปด้วย
จากคำบอกเล่้าของครูบาอาจารย์ บอกว่า ส่วนใหญ่ หลวงปุ่แหวน กับหลวงปุ่ตื้อ ท่านจะไป ด้วยกัน แต่ไม่ได้หมายความว่า จะเกาะติดไปด้วยกันตลอด บางช่วงท่านก็แยกกัน บางช่วงก้พัก ด้วยกัน หรือหลายๆ วันจึงจะพบกันทีหนึ่ง แต่จะไปในแถบถิ่นเดียวกัน นัดพบกันเป็นที่ทีไป
ในบันทึกส่วนการเดินทางของ หลวงปุ่แหวน มีดังนี้
หลังจากเลิกเรียนด้านปริยัติที่อุบลๆ แล้วออกปฏิบัติกรรมฐาน จาริก ไปฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง ครั้งที่ ๒
ไปคราวนี้ ออกจากประเทศไทยข้ามโขงไป ผ่านเมืองเวียงจันทน์ ตัดเข้าดงอีกแห่งหนึ่ง เรียก ว่าดงเมือง
พ้นจากดงเมือง ข้ามแม่น้ำงึมไป ไปสู่ดงดิบของภูเขาควาย
ป่าบริเวณนั้นเป็นป่าดงดิบ มีถ้ำมีเหวอยุ่ทั่วไป บนหลังเขามีลานหินกว้าง ซึ่งถือกันในหมุ่นัก ปฎิบัติว่า ภูเขาควายเป็นสถานที่เหมาะสมสำหรับนักปฏิบัติธรรม ที่ต้องการสถานที่ สงบสงัดปราศ จากการพลุกพล่าน วิเวกวังเวง ไปด้วยสัตว์ป่านานาชนิด
ดังนั้น การบำเพ็ญภาวนาอยู่แถวภูเขาควาย เวลาทำความเพียร จิตจึงสงบง่าย
เมื่อภาวนาอยู่ไปหลายวัน จิตคุ้นกับสถานที่แล้ว ก็ย้ายไปแห่งใหม่ต่อไป ทั้งนี้เพื่อเป็นการ ปลุกจิต ปลุกประสาท ปลุกสติ ให้ตื่นตัวอยู่เสมอ ไม่เช่นนั้นมักเกิดความประมาท
เมื่อคุ้นเคยกับสถานที่แล้ววทำความเพียรไม่ดีเท่าเที่ควร การเปลี่ยนสถานที่แต่ละแห่ง สิ่ง แวดล้อมไม่เหมือนกัน จึงทำให้เกิดความระมัดระวัง เป็นการสร้างสติสัมปชัญญะ เร่งความเพียร ไปในตัว
ดังนั้นผู้ปฎิบัติต้องรู้จักสังเกตุความเปลี่่ยนแปลง ของสิ่งแวดล้อม เลือกหาสถานที่ ที่มีเครื่อง เตือนสติอยู่เป็นประจำ
ด้วยเหตุนี้เอง หลวงปู่มั่น ท่่านจึงบอกศิษย์ให้อยู่ในที่ที่มีมันตราย เพื่อจะได้ไม่ประมาท ในการ ทำความเพียร ต้องมีสติอยุ่เสมอ การไปอยู่ในที่ที่อันตราย ความเป็นความตาย จึงฝากไว้กับสติ
๖๖. ชาวบ้านชอบใส่บาตร
ข้าวกับน้ำำตาล
พอออกจากภูเขาควายแล้ว วันหนึ่ง หลวงปู่แหวน ได้ไปพักที่ หมู่บ้านนาสอง เป็นหมู่บ้าน ที่ใหญ่พอควร
หลวงปู่ เล่าว่า พวกชาวบ้านถิ่นนั้นมีแปลกอยู่อย่างหนึ่ง คือ เวลาเห็นพระไปบิณฑบาต พวก เขาจะป่าวร้องกันมาใส่บาตรว่า " มาเน้อ มาใส่บาตร ญาธรรมมาแล้ว หาน้ำอ้อยน้ำตาลมาใส่บาตร ญาธรรมท่านชอบของหวาน"
เมื่อได้ยินคนป่าวร้องประกาศเช่นนั้น ต่างก็เอาของมาใส่บาตรจนเต็ม
หลวงปู่ว่า " พวกนี้เหมือนกับพวกไทยใหญ่ ถ้าเห็นพระไปบิณฑบาต เขาก็จะใส่บาตรด้วย น้ำอ้อย น้ำตาล กั่บข้าวเช่นกัน พวกเขาถือว่า เจ้าปุ้น ไม่กินเนื้อสัตว์ กินแต่ของหวาน
แต่อย่างไรก็ตาม การฉันข้าวกับน้ำอ้อยน้ำตาลนั้น วันสองวันแรกก็ฉันได้ดี แต่วันที่สสาม ที่สี่รู้สึกเบื่อ
๖๗. พบเนื้อคู่
ตามคำทำนายของหมอดู
ในสมัยที่ หลวงปุ่แหวน สุจิณฺโณ เรียนมูลกัจจายน์อยู่ที่จังหวัดอุบลๆ นั้น เคยมีหมอดูทำนาย เกี่่ยวกับเนื้อคู่ของท่าน ว่าจะอยู่ทางทิศนั้นๆรูปร่างสันทัด ผิวเนื้อขาวเหลือง ใบหน้ารูปใบโพธิ์
ก็ไม่ทราบว่า หลวงปู่ จะใส่ใจกับคำทำนาายนั้นหรือไม่ เพียงใด หรือว่าเพียงแต่ดูหมอไป แบบสนุกๆก็ตาม แต่คำทำนายนั้นก็ปรากฎขึ้นจริง
วันหนึ่ง ตอนใกล้ค่ำ หลวงปุ่ ไปสรงน้ำที่ฝั่งแม่น้ำงึม ก็พบหญิงสองคนแม่ลูกกำลังถ่อเรือ มาตามลำน้ำ มาถึงบริเวณที่พระกำลังอาบน้ำอยู่ หญิงสาวชำเลืองตามองทางพระหนุ่ม สายตาเกิด ประสานกันเข้าพอดี
ในบันทึกเล่าไว้ว่า
" เมื่อสายตาของทั้งสองฝ่ายประสานกันเข้า ก็มีอานุภาพลึกลับและรุนแรง พอที่จะตรึงคน ทั้งสองฝ่ายให้ตะลึงไปได้ ระหว่างเดินกลับมาที่พัก ในใจยังคิดถึงหญิงงามนั้นอยู่"
เมื่อหลวงปุ่กลับถึงที่พัก ก็หวนระลึกถึงคำทำนายของหมอดู พิจารณาดูแล้วก็น่าจะเป็นจริง
" หญิงที่เราพบเห็นเมื่อตอนเย็น ก็มีรูปร่างหน้าตาเหมือนกับคำทำนายของหมอ เห็นจะเป็น แม่หญิงคนนี้แน่"
๖๘. ต้องตัดสินใจ
คืนนั้น หลวงปุ่ ยังครุ่นคิดถึงแม่สาวงามที่สายตาประสานกันเมื่อตอนเย็น
" เห็นจะเป็นแม่หญิงคนนี้แน่ เพราะเมื่อเราเห็นเป็นครั้งแรก ก็ทำให้เรา มีจิตปรวน แปรแล้ว"
ในคืนนั้น หลวงปุ่คิดสับสบว้าวุ่นพอสมควร คิดถึงคำทำนายของหมอดู คิดถึงแม่สาวงาม นัตย์ตาคมผู้นั้น คิดถึงความตั้งใจในการออกป่าบำเพ็ญภาวนา ที่สำคัญคือคำสัญญาที่ให้ไว้กับ โยมแม่และโยมยาย ที่บอกว่า " บวชแล้ว จะต้องตายในผ้าเหลือง"
จิตหวนคิดถึง หลวงปู่มั่น ที่เคยอบรมสั่งสอนเมื่อตอนฝึกหัดภาวนาที่ฝั่งไทย คิดถึงคำเตือน และอุบายธรรมที่ท่่านเคยสอน
พลัน .... " เราต้องรีบกลับเมืองไทย"
วันรุ่งขึ้น สองแม่ลูกได้นำข้าว หมากพลู บุหรี่ มาถวายแต่เช้าตรู่ ก่อนใครอื่นทั้งหมด ทั้งสอง คนช่วยกันมวนบุหรี่ จีบพลู สายตาของหญิงสาวคอยชำเลืองมองไปทางพระ
ถึงเวลาบิณฑบาต หลวงปู่ก็ออกบิณฑบาต ตามปกติ ไม่ได้แสดงอาการอะไรให้ผิดสังเกตุ
พอฉันเสร็จ พวกญาติโยมที่นำอาหารมาถวายต่างลากลับ หลวงปู่ ก็เก็บบริขาร บอกลาเพื่อน พระ และเจ้าสำนัก แล้วข้ามโขงกลับฝั่งไทย
๖๙. มาพบหลวงปู่มั่น
โดยไม่คาดคิด
ท่านผู้อ่านจะสังเกตุเห็นว่า พระธุดงค์ท่านไปไหนมาไหนได้รวดเร็ว " ประดุจดังนกบิน" เพราะท่านไม่มีสมบัติที่จะต้องหอบหิ้วและห่วงใย มีแต่บริขารที่จำเป็นและใส่ลงในบาตร มีกลด ธุดงค์ กาน้ำและเครื่องกรองน้ำ เท่านั้น ท่า่นจึงอยุ่ง่าย มาง่าย ไปง่าย แม้ชีวิตท่านก็สละแล้ว
หลวงปู่ ได้อาศัยเรือข้ามจากท่าเดื่อ มาขึ้นที่หนองคายฝั่งไทย เดินขึ้นเหนือไปตามลำน้ำโขง ไปถึงอำเภอศรีเชียงใหม่(จังหวัดหนองคาย) ไปพีกอบรมตนอยู่ที่ พระบาทเนินกุ่ม หินหมากเป้ง
ที่พระบาทเนินกุ่ม หินหมากเป้ง นั้นเอง หลวงปแหวน ก็ได้พบกับ หลวงปุ่มั่น ภูริทตฺโต พระอาจารย์ใหญ่ อย่างไม่ีคิดไม่ฝัน ทำให้ท่านดีใจมาก ความมั่นใจว่าจะสามารถครองผ้าเหลือง ไปจนตาย ดูมีความเป็นจริงขึ้นมา
ในช่วงนั้น หลวงปุ่มั่น ท่านได้ปลีกตัว ออกจากหมู่คณะ มาภาวนา อยู่บริเวณนั้นอยู่ตามลำพัง องค์เดียว
จากบันทึกในส่วนของหลวงปุ่แหวน บอกไว้ว่า
" เมื่อได้พบกับอาจารย์อีก จึงดีใจมาก การพักอบรมตนอยู่กับหลวงปุ่มั่น ก่อนเ้ข้าพรรษา ทำให้จิตใจค่อยสงบตัวลง ไม่ฟุ้งซ่าน เหมือนก่อน แต่ภาพผู้หญิงงานนั้น ยังปรากฎขึ้นเป็นครั้ง คราว แต่เมื่อเร่งภาวนเข้า ภาพนั้นก็สงบลง "
๗๐. เรื่องคูบารมีในอดีตชาติ
ต้องกราบขออภัยท่านผู้อ่าน เนื้อหาที่นำมาแทรกในตอนนี้ เป็นความคิดเห็นของผู้เขียนเอง (ปฐม นิคมานนท์) ถ้าหากมีข้อผิดพลาดประการใด วอนท่านผู้รู้กรุณาช่วยชี้แนะด้วยครับ
เรื่องเนื้อคู่ของคนเรา ก็เกี่ยวข้องกับเรื่องเจ้ากรรมนายเวรของเรา นั่นเอง บรรดาบุตร ภรรยา สามี ญาคิพี่น้อง ล้วนแต่เป็นเจ้ากรรมนายเวร ที่ใกล้ชิดที่สุด ซึ่งผูกพันกันมาแต่อดีตชาติ บางกรณี ก็หลายภพหลายชาติ
ที่ว่า เจ้ากรรมนายเวร ไม่ได้หมายถึงเฉพาะเรื่องไม่ดีเท่านั้น มีทั้งเรื่องดีและไม่ดี ถ้าเราเคย ทำดีต่อกันมา เจ้ากรรมนายเวร นั้นก็คอยอุปถัมภ์เกื้อกูลกัน ตรงกันข้าม ถ้าเคยก่อเรื่องไม่ดีต่อกัน เจ้ากรรมนายเวร ก็ตามคิดบัญชีกรรมกับเรา
เจ้ากรรมนายเวร ก็คือ คู่กรณี และกรรม ก็คือ การกระทำ ไม่ว่่าทำดี หรือไม่ดี ก็ย่อมต้องมีผู้ ได้รับผลกระทบ ทั้งโดยตรงและทางอ้อม ก็คือมี คู่กรณี หรือ มีเจ้ากรรมนายเวร นั่นเอง
ระบบกรรม จึงเป็นระบบที่ส่งผลต่อเนื่องกัน ไม่รู้จักจบสิ้น เว้นไว้แต่อโหสิกรรม ใช้หนี้เวร กรรมหมด หรือไม่ต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิด คือ บรรลุพระอรหันต์ เวรกรรมนั้นจึงจะจบสิ้นลง
อันนี้ อธิบายให้เข้าใจยาก ต้องพิจารณาดูเองจึงจะแจ่มชัด
จากการศึกษาประวัติครูบาอาจารย์ ล้วนแต่มีประสพการณ์เีคยพบ " เนื้อคู่ " ในอคีตทั้งนั้น ถ้าใจไม่แข็งพอ หรือไม่มีอุบาย ก็ต้องสึกหาลาเพศ ออกไปครองเรือน และก่อเวรต่อเนื่องกันไปอีก
ตัวอย่างเ่ช่น หลวงปุ่ฝั้น อาจาโร วัดป่าอุดมสมภรณ์ จังหวัดสกลนคร ท่านต้องภาวนา อย่าง เอาจริงเอาจังติดต่อกันถึง ๗ วัน จึงตัดขาดได้
ท่านพ่อลี ธมฺมธโร วัดอโศการาม จ.สมุทรปราการ ท่านก็เจอคู่บารมีในอดีต เมื่อครั้งอยู่วัด ปทุมวนาราม เขตปทุมวัน กรุงเทพๆ ต้องพิจารณาจนเห็นปัญหา ที่จะต้องเผชิญในอนาคตอย่าง ชัดเจน จึงตัดใจได้
หลวงพ่อพุธ ฐานิโย วัดป่าสาลวัน นครราชสีมา เมื่อครั้งท่านเป็นเณรใหญ่ อยู่ที่วัดปทุมวนา ราม กรุงเทพๆ เวลานั่งสมาธิ ก็เห็นแต่ใบหน้าของหญิงสาว เวลาบริกรรม ว่า พูทโธ ก็กลายเป็น ว่าชื่อผู้หญิงแทน ท่านจึงตัดสินใจ ใช้ชื่อผู้หญิงเป็นคำบริกรรมแทนคำว่า พุทโธ ก็ทำให้จิตสงบ เกิดสมาธิ ได้เหมือนกัน หลวงพ่อ จึงได้หลักว่า การภาวนา จะใช้คำบริกรรมอะไรก็ได้ เป็นอุบาย หาสิ่งให้ใจมันยึดเกาะ พอจิตสงบ คำบริกรรมนั้นไ ก็หายไป
ตัวอย่างจาก หลวงปุ่ชา สุภทฺโท วัดหนองป่าพง อุบลราชธานี เวลาภาวนา จิตท่านวิตกเกี่ยวกับ เรื่องกาม ท่านก็แก้ได้โดยยกอวัยวะเพศ ของผู้หญิงขึ้นมาพิจารณา ในสมาธิ พิจารณาให้เห็น ธรรมชาติอย่าง่ชัดเจน จึงสามารถ ตัดขาดได้ คือตัดได้ด้วยปัญญา ที่รู้เท่าทัน
มีตัวอย่างจากครูบาอาจารย์ องค์อื่นๆ ให้เห็นอีกมากมาย เราสามารถยกขึ้นมาพิจารณา เป็นอุทธาหรณ์สอนใจได้เป็นอย่างดี
ครูบาอาจารย์ บางท่าน จะมีสุภาพสตรี มายุ่งเกี่ยว มาจัดการต่างๆในวัด ดูไม่เป็นที่สบอัธยาศัย ของพระเณร และญาติโยมคนอื่นๆ แต่ครูอาจารย์ท่าน ก็ทนได้ ตราบที่ไม่เป็นการล่วงวินัย เช่นนี้ ก็มี
ครูบาอาจารย์บางองค์ บางท่าน ต้องพังไปอย่างน่าเสียดาย เพราะเอาเรื่องอดีตชาติมาพัวพัน ตัดไม่ขาด เช่น มีมเหสีเอก มเหสีรองๆ ตามมา คอยรับใช้ปรนนิบัติ และตามกีดกันหึงหวง อย่าง นี้ก็มี
ตัวอย่างต่างๆ เหล่านี้ ถ้านำมาพิจารณา ก็สามารถใช้เป็นอุปกรณ์เตือนใจตนได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะพระเณรผู้มุ่งหวัง ผลในทางธรรม อย่างจริงจัง ต้องสังวรณ์ เรื่องดังกล่าว ให้มากเป็น พิเศษ
ส่วนฆราวาสครองเรือน เช่นตัวผมเอง ก็ต้องพิจารณาไปตามสภาพการณ์ ก็เป็นเรื่องของกรรม เวร แต่ละท่าน
ก็กราบขออภัยท่านผู้อ่านอีกครั้ง
และขอเชิญติดตามต่อไปว่า หลวงปู่แหวน ท่านมีอุบายในการตัดเรื่องนี้ออกไปได้อย่างไร
๗๑. ยิ่งเร่งความเพียร
กิเลสก็ยิ่งเอาจริง
หลวงปุ่แหวน สุจิณฺโณ ได้ใช้ความพยายามตัดความคิดนึกเรื่องผู้หญิง ออกจากใจ ดังต่อไปนี้
หลังจากเข้าพรรษาแล้ว ตั้งใจปรารภความเพียรอย่างเต็มที่ การเร่งความเพียร ในระยะแรก จิตก็ยังไม่มีอะไรวุ่นวาย คงสงบตัวได้ง่ายมีอุบายทางปัญญา พอสมควร
เมื่อเราเร่งความเพียรหนักเข้่า เอาจริงเอาจังเข้า กิเลสมันก็เอาจริง เอาจังกับเราเหมือนกัน คือแทนที่จิตจะดำเนินไปตามที่เราต้องการ กลับพลิกกลับไปหานางงามที่บ้านนาสอง ฝั่งแม่น้ำงึม นั้นอีก
ทีแรกเราได้พยายามปราบด้วยอุบายต่างๆ แต่ไม่สำเร็จ ยิ่งเร่งความเพียร ดูเหมือนเอาเชื้อไผ ไปใส่ ยิ่งกำเริบหนักเข้าไปอีก เผลอไม่ได้ เป็นต้องไปหาหญิงนั้นทันที
บางครั้งมันก็หนีออกไปซึ่งๆหน้า คือขณะคิดอุบายการพิจารณา อยู่นั่นเอง มันก็วิ่งออกไปหา ผู้หญิงนั้นเอาซึ่งๆหน้ากันทีเดียว
๗๒.ใช้อุบายทรมานตน
ก็ยังไม่เป็นผล
หลวงปุ่แหวน สุจิณฺโณ ต้องเปลี่ยนมาใช้อุบายการทรมานตนดังนี้ :-
อุบายการปฏิบัติวิธีต่างๆ ที่นำมาใช้ในการทรมานจิตใจครั้งนั้นเช่น เว้นการนอนเสีย มีเฉพาะอิริยาบถนั่ง ยืน เดิน
ทำอยู่เช่นนั้น อยู่หลายวันหลายคืน คอยจับดูจิตว่ามันคลายความรักในหญิงนั้นแล้วหรือยัง
ปรากฎว่า ไม่ได้ผล จิตยังคงวิ่งออกไปหาหญิงงามอยู่เช่นเคย เผลอสติไม่ได้
ต่อมาเพิ่ม ไม่นั่งไม่นอน มีแต่ยืนกับเดิน ทำความเพียรอยู่อย่างนี้จิตมันก็ไม่ยอม มันคงไป ตามเรื่องตามราวของมันเช่นเคย
สรุปว่า หลวงปู่ทรมานตัวด้วย งดเว้นการนั่ง กับนอน ไม่ยอมให้ส่วนกัน และส่วนหลังแตะ พื้น ยังคงเหลือแค่อิริยาบถสอง คือ ยืนดับเดิน แต่ก็ยังไม่สามารถทรมานจิตให้เชื่องลงได้
แล้วหลวงปู่ ก็ทดลองหาอุบายใหม่
๗๓. งดเ้ว้นอาหาร
และพิจารณากาย
หลวงปุ่ได้เปลี่ยนวิธีใหม่ดังนี้
คราวนี้เปลี่ยนวิธีใหม่ เปลี่ยนเป็นอดอาหาร ไม่ฉันอาหารเลย เว้นไว้แต่น้ำ
อุบายการพิจารณา ก็เปลี่ยนใหม่
คราวนี้เพ่งเอากายของหญิงนั้นเป็นเป้าหมาย ในการพิจารณา กายคตาสติ โดยแยกยกขึ้น พิจารณาทีละอย่างๆ ในอาการ ๓๒ ขึ้น โดยอนุโลม ปฏิโลม ( พิจารณาทบทวน กลับไปกลับมา)
พิจารณา เทียบเข้ามาหากายของตน พิจารณาให้เห็นถึงความเป็นจริงว่า อวัยวะอย่างนั้นๆ ของตนก็มี ทำไมจะต้องไปรัก ไปหลง ไปคิดถึง
เพ่งพิจารณาทีละส่วนๆ พิจารณาอยู่อย่างนั้นทั้งกลางวันกลางคืน ทุกอิรยาบถ ( ทั้งยืน เดิน นั่ง นอน)
การพิจารณาจนละเอียด อย่างไร ขึ้นอยู่กับอุบายความแยบคายของปัญญา ที่เกิดขึ้นแตละ ช่วงขณะ
ตอนหนึ่ง การพิจารณามาถึง หนัง
ได้ความว่า คนเราหลงกันอยู่ที่ หนัง หนังเป็นเครื่องปกปิดสิ่งที่ไม่น่าดูเอาไว้ ถ้าถลกหนังออก อวัยวะทุกส่วนก็หาวส่วนที่น่าดุไม่ได้เลย
เพ่งพินิจอยู่ จนเห็นถึงความเน่าเปื่อย ผุพัง สลายไปไม่มีส่วนไหนที่จะถือได้ว่า เป็นของมั่นคง
เมื่อพิจารณามาถึง มูตร ( ปัสสาวะ) และกรีสะ(อุจจาระ หรือคูถ) ของหญิงนั้น ตั้งคำถามขึ้น ว่า หญิงนั้นงามน่ารัก มูตรและกรีสะ ของหญิงนี้กินได้ไหม
จิตตอบว่า ไม่ได้
จึงถามอีกว่า เมื่อกินไม่ได้ อันไหนที่ว่างาม อันไหนที่ว่าดี
เมื่อพิจารณามาถึงอาการทั้งสอง ยกเป็นอุบายขึ้นถามจิตเช่นนั้น จิตเมื่อถูกปัญญาฟอกหนัก เข้าเช่นนั้น ก็จนด้วยเหตุผบของปัญญา ยอมอ่อนตัวลง จนด้วยความจริงและอุบายของปัญญา
ในขณะนั้น จิตซึ่งเคยโลดโผน โลดแล่นไปอย่างไม่มีจุดหมายมาก่อน พลันก็กลับยอมรับ ตามความเป็นจริง ยอมตัวอย่างนักโทษผุ้สำนึกผิด ยอมสารภาพ ถึงการกระทำ ของตนแต่โดยดี
๗๔. การทดสอบ
เืพื่อความแน่ใจ
หลวงปู่ เล่าถึงผลการแก้ไขจิตในตอนนั้น ต่อไปว่า :-
นับแต่วินาทีที่การพิจารณาได้ยุติลง จิตยอมตามเหตุผลของปัญญาแล้ว
เพื่อเป็นการทดสอบว่า จิตยอมแล้ว ได้ส่งจิตออกไปหาหญิงนั้น อีกหลายครั้ง จิตยังคงสงบ ตัว ไม่ยอมออกไป
ความกำเริบ ความทรนงตัว ความโลดโผนของจิต จึงถึงความสงบลง ตั้งแต่บัดนั้นมา ไม่กำ เริบอีกต่อไป
จิตยีังคงทรงอยู่ เห็นตามสภาพความเป็นจริงของะรรมอยู่ทุกเมื่อ
การอดอาหาร และอุบายทำความเพียรของหลวงปู่ ในครั้งนั้นจึงได้ผลตามความมุ่งหมาย สามารถปราบปรามทรมานจิต ให้หายพยศได้
ความมั่นใจต่อธรรม และความมั่นใจที่จะบวชตลอดชีวิต มีความมั่นคง ไม่โยกเยกคลอน แคลนอีกต่อไป
๗๕. จำพรรษา
ที่พระบาทบัวบก
หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ เคยไปจำพรรษาอยู่ที่พระบาทบัวบก อยุ่ในเขตอำเภอบ้านผือ จังหวัด อุดรธานี
ในสมัยที่ หลวงปู่แหวน ไปจำพรรษาอยู่นั้น ยังเป็นป่าไม่มีวัด
ได้เคยมีพระจากวัดบ้าน พยายามไปอยู่หลายครั้ง แต่อยู่ไม่ได้ เพราะไม่มีความกล้าหาญพอ
การอยู่จำพรรษา ที่พระบาทบัวบกปีนั้น มีพระอยู่ ๓ รูป กับตาผ้าขาว ๑ คน พระก็มี พระอาจารย์บุญ พระอาจารย์คำ และหลวงปุ่แหวน ท่านพระอาจารย์บุญเป็นหัวหน้าคณะ
เมื่อออกพรรษาแล้ว พระอาจารย์บุญ ได้พาไปพักอยุ่อีกแห่งหนึ่ง เรียกว่า พระบาทหอนาง หรืออีกชื่อเรียกว่า พระบาทนางอุษา อยู่คนละฟากเขากันกับพระบาทบัวบก เป็นป่าดงดิบ เหมือนกัน บรรยากาศ เงียบสงัดวังเวง
๗๖. จำพรรษากับหลวงปู่มั่น
ที่นาหมีนายูง
หลวงปู่แหวน เคยจำพรรษาอยู่กับหลวงปุ่มั่น ภูริทตฺโต ในป่าที่เรียกว่า นาหมีนายูง ในเขต อำเภอน้ำโสม จังหวัดอุดรธานี
บริเวณนาหมีนายูงนี้ เป็นป่ารกชัฎ ชุกชุมไปด้วยสัตว์ป่า ไข้ป่า พื้นที่เป็นที่ราบอยุ่ติดภูเขา เลียบเลาะไปตามลำน้ำโขง
ความจริงแล้วพื้นที่นี้เหมาะแก่การเพาะปลูก แต่ไม่มีใครกล้าเข้าไปจบจอง เพราะหวาด กลัวความเจ็บไข้ และกลัวอันตรายต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อันตรายจากสิ่งลึกลับที่ไม่เห็นตัว
ตามความเชื่อถือของชาวบ้าน ซึ่งเชื่อถือสืบต่อกันมานานว่า ถ้าใครขืนเข้าไปตัดไม้ในป่า บริเวณนั้น จะต้องถูกผีป่าทำอันตรายเอา ทำให้เป็นไปต่างๆ บางรายถึงกับตายก็มี ดังนั้น ชาวบ้าน จึงไม่กล้าเข้าไปในบริเวณนั้น
ในพรรษานั้น หลวงปุ่แหวน ได้ร่วมจำพรรษา อยุ่กับ หลวงปู่มั่น โดยมีตาผ้าขาวคอยอุปัฎฐาก อยู่ด้วย ๑ คน
การปรารภความเพียรในพรรษนั้นเป็นไปอย่างเต็มที่ เพราะมีครูอาจารย์ คือ หลวงปุ่มั่น คอย ควบคุมแนะนำ และให้อุบายจิตภาวนา โดยใกล้ชิด
๗๗. เปรตที่นาหมีนายูง
ระหว่างอยู่ที่นาหมีนายูง วันหนึ่ง พระอาจารย์ใหญ่ พูดว่า ที่ถ้ำใกล้ฝั่งโขง นั้นมีเจ้าของเขา อยู่ จึงบอกหลวงปู่แหวน ให้ไปลองพูดกับเขาดู เผื่อจะเป็นบุญ เคยช่วยหลือกันมา
หลวงปุ่แหวน จึงได้พักบริเวณใกล้ถ้ำนั้น สองคืนผ่านไป ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น นอกจากเสียง สัตว์ป่าที่ออกหาหินเวลากลางคืน
พอคืนที่สาม ขณะนีั่งภาวนาอยู่ ก็มีร่างกำยำใหญ่โตมายืนนอกถ้ำ ท่านเพ่งแผ่เมตตาไปให้ ร่างนั้นก็ยืนเฉยไม่แสดงกิริยาอาการรับรู้อะไรเลย อยุ่สักพักก็หายไป
วันต่อมาก็มาอีก เข้ามายืนสงบอยู่อย่างนั้น หลวงปู่ก็แผ่ิเมตตาเจาะจงให้เขาอย่างที่เคยทำ คราวนี้เขาแสดงความยินดี จึงกำหนดจิตถามเขาว่า เคยทำกรรมอะไรมา
ได้คำตอบว่า ตอนเป็นมนุษย์ เขาเป็นนักเลงไก่ชน เที่ยวตีไก่อย่างโชกโชน ตายแล้วจึงมาเป็น เปตรอยุ่บริเวณถ้ำนี้
หลวงปู่ได้กำหนดจิตถามไปว่า ทำไมไม่สละถ้ำไปที่อื่น ได้ความว่า เขาหวงสถานที่ เพราะป่า บริเวณนั้นไม่มีใครกล้าเข้าไปตัดต้นไม้ เพราะเขาสำแดงเดช ให้คนกลัวบ่อยๆ คนจึงเอาไก่ เอาหัวหมู เอาเหล้า มาเซ๋นไหว้ อยู่เนืองๆ เขามีอาหารจากการเซ่นไหว้นั้น จึงไม่ยอมไปจากที่นั้น
หลวงปู่พยายามแผ่เมตตาชี้แนะ แต่เขาไม่ยอมหนี เป็นอันว่าหลวงปุ่แหวนไปทรมานเปตต เจ้าของถ้ำไม่สำเร็จ จึงได้กราบเรียนให้หลวงปู่มั่นทราบ
ภายหลังหลวงปู่มั่น ท่านได้มาแผ่เมตตาให้เขา แล้วบอกให้เขาย้ายไปหาที่อยู่ใหม่ ปรากฎว่า คืนทีเขาเคลื่อนย้ายที่อยุ่นั้น เวลาดึกสงัด ขณะที่หลวงปู่มั่นนีั่งสมาธิ แผ่เมตตาให้ เขาได้ย้าย ออกไป เกิดเสียงสะเทือนไปทั้งป่า
พอรุ่งเช้า ชาวบ้านมาถามว่า เมื่อคืนได้ยินเสียงอะไรดังมาก หลวงปุ่มั่น ไม่ตอบ เพียงแต่ หัวเราะ แล้วพูดกับชาวบ้านว่า " ใครจะเอาไร่ เอานาก็เอาเสีย เจ้าของเขาย้ายที่ไปอยู่ที่อื่นแล้ว"
ต่อมาไม่นาน พื้นที่บริเวณนั้น จึงกลายเป็นไร่นา ตั้งแต่นั้นมา ที่ใดประชาชน เข้าไปจับจอง ไม่ได้ เขาก็นิมนต์พระกรรมฐาน เข้าไปอยู่ก่อน แล้วพวกชาวบ้าน จึงตามเข้าไปบุกเบิกจับจอง เอาทีหลัง
เพราะที่ใดที่เจ้าของที่ดุร้าย เมื่อมีพระกรรมฐานเข้าไปแผ่เมตตา ให้แล้ว ประชาชน เข้าไป ทำไร่ทำนา ก็ไม่มีอันตรายต่อไป
๗๘. การเริ่มต้นพิจารณากาย
การแนะนำให้ศิษย์ปฎิบัติภาวนานั้น หลวงปุ่มัี่น ท่านย้ำเสมอว่า " จะใช้บทพุทโธ เป็นบท บริกรรม สำหรับผูกจิตก็ได้ เมื่อจิตสงบลงเป็นสมาธิแล้ว ให้วางบท นริกรรมเสีย แล้วพิจารณา กาย ต่อไป ...."
ในการพิจารณากายนั้น หลวงปู่มั่น ท่านสอนดังนี้
ในการที่พิจารณากาย เริ่มแรกให้พิจารณาเพียงส่วนใดส่วนหนึ่ง ที่เราสามารถที่จะเพ่ง พิจารณาได้อย่างสะดวกในอาการ ๓๒
เมื่อพิจารณาจนเกิดความชัดเจน กลับไปกลับมา หรือที่เรีัยกว่า โดยอนุโลม ปฏิโลม จนหาย สงสัยในจุดที่พิจารณาแล้ว จึงค่อยเปลี่่ยนเป็นจุดอื่นต่อไป
อย่่าพิจารณา เป็นวงกว้าง ทั้งร่างกาย เพราะปัญญายังไม่แก่กล้า
ถ้าพิจารณาพร้อมกันทีเดียวทั้งร่างกาย ความขัดเจนจะไม่ปรากฎ ต้องค่อยเป็นค่อยไป
เมื่อพิจารณาจนเกิดความชำนาญแล้ว ถ้าเราเพ่งปีัญญาลงไป จุดใดจุดหนึ่ง ความชัดเจนจาก จุดอื่นๆ ก็จะปรากฎเป็นนัยเดียวกัน
เมื่อพิจารณาพอสมควรแล้ว ให้น้อมจิตเข้าพักอยู่ในความสงบ เมื่อพักอยู่ในความสงบพอ สมควรแล้ว ให้ย้อนกลับออกมาพิจารณาร่างกายอีก
ให้เจริญอยู่่อย่างนี้ จึงจะเจริญทางด้านปฎิบัติ
เมื่อจิตมีความชำนาญเพียงพอแล้ว คำบริกรรม พุทโธ ก็ไม่จำเป็น เพียงกำหนดจิต ก็จะสงบ เข้าสู่สมาธิได้ทันที
๗๙. อย่าส่งจิต
ออกนอกกาย
อุบายธรรมของหลวงปู่มั่น ในการปฏิบัติภาวนา มีต่อไป ดังนี้
ผู้ปฎิบัติจิตภาวนา ถ้าส่งจิตออกไปตามภายนอกจากร่างกายแล้ว เป็นอันผิดมรรคภาวนา
เพราะบรรดาพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าที่พระองคืได้ทรงสั่งสอนประกาศพระ ศาสนาอยู่ตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์นั้น แนวการปฎิบัติไม่พ้นจากกาย
ดังนั้นกายจึงเป็นสนามรบ กายจึงเป็นยุทธภูมิที่ปัญญาจะต้องค้น เพื่อทำลายกิเลสและกองทุกข์ ซึ่งจิตจของเราทำเป็นธนาคารเ็ก็บสะสมไว้ภายใน หอบไว้ หาบไว้ หวงไว้ จนนับภพนับชาติไม่ได้
สัตว์ทั้งหลาย ไม่ว่าชนิดใดในสังสารวัฎนี้ ล้วนแต่ติดอยุ่กับกายนี้ทั้งสิ้น
ทำบุญทำบาปก็เพราะกายอันนี้ มีความรัก มีความชัง มีความหวง มีความแหน ก็เพราะกาย อันนี้ เราสร้างทรัพย์สมบัติขึ้นมาก็เพราะกายอันนี้ เราประพฤติผิดศีล ประพฤติผิดธรรม ก็เพราะ กายอันนี้
ในการบวชพระ พระอุปัชฌาย์ ที่จะให้ผ้ากาสายะแก่กุลบุตร ผู้เข้ามาขอบรรพชาอุปสมบท ก็ สอนให้พิจารณาผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย เป็นส่วนหนึ่งที่เห็นได้โดยง่าย
๘๐. กายเป็นทั้งเหตุ
เป็นทั้งผล
เหตุที่ต้องพิจารณากายในการปฎิบัติภาวนานั้น หลวงปู่มั่นท่านสอนต่อไปว่า :-
กายนี้จึงเป็นทั้งเหตุและเป็นผลทั้งหมด มรรคผลจะเกิดขึ้นก็ต้องเกิดขึ้จากกายนี้แหละ กายนี้ เป็นเหตุ กายนี้เ็ป็นผล เอากายนี้แหละเป็นมรรค เครื่องดำเนินของจิต
เหมือนกบแพทย์ทั้งหลาย จะรักษาเยียวยาคนป่วยได้ ต้องเรียนร่างกายนี้ให้เข้าใจถึงกลไก ทุกส่วน จึงจะสามารถรักษาคนไข้ได้ ไม่ว่าทั้งอดีต อนาคต และปัจจุบัน วงการแพทย์จะทิ้งร่าง กายไม่ได้ ถ้าวิชาแพทย์ทิ้งการศึกษาระบบกลไกของร่างกายเสียแล้ว ก็เป็นอันศึกษาผิดวิชาการ แพทย์ ทางสรีรวิทยา
นักปฎิบัติธรรม ถ้าจะทิ้งการพิจารณาร่างกายเสียแล้ว จะเอาอะไรมาเป็นเครื่องดำเนินมรรค ปัญญา
ร่างกายที่ประกอบขึ้นด้วยส่วนที่เป็นรูป และส่วนที่เป็นนาม ถ้าผู้ปฎิบัติไม่พิจารณาให้เห็นแจ้ง ด้วยปัญญาอันชอบแล้ว คำว่า นิพพิทา วิราคะ นั้น จะเป็น เบื่อหน่าย คลายกำหนัด อะไร
นิโรธ ซึ่งเป็นตัวปัญญา จะไปดับทุกข์ที่ไหน เพราะเราไม่เห็นทุกข์ที่ดับของทุกข์ก็ไม่รู้ ไม่เห็น
พระพุทธเจ้าจะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าได้ พระองค์ต้องพิจารณากายนี้เป็นเครื่องดำเนินมรรค ปัญญา เพราะในอุทานธรรม บทว่า อเนกชาติสํสารํ เป็นต้นนั้น พระองค์ได้ประจักษ์อย่างแน่นอน ว่า การเกิดนั้นเป็นทุกข์อยู่ร่ำไป
พระองค์หักกงกรรม คืออวิชชา เสีย ความเกิดของพระองค์จึงไม่มีต่อไป กงกรรมคืออวิชชา มันอยู่ที่ไหน ถ้ามันอยู่ในจิตของเรา จิตของเรามันอยู่ที่ไหน
จิตมันก็คือหนึ่งในห้าของปัญจขันธ์ อันนี้เป็นส่วนหนึ่งของนามนั่นเอง
ผู้ปฏิบัติต้องใคร่ครวญพิจารณาอย่างนี้ จึงจะได้ชื่อว่าดำเนินตามมรรคภาวนา ไม่มีอารมณ์ อย่างอื่นนอกจากกายนี้ ที่จะดำเนินมรรคภาวนา ให้เกิดปัญญาขึ้นได้
หลวงปุ่มั่นไ่ม่ค่อยอธิบาย
ธรรมะให้พิสดาร
หลวงปู่แหวน เล่าถึงการสอนธรรมะของหลวงปู่มั่น ดังนี้ :-
หลวงปู่มั่น นั้นเวลาแนะนำสั่งสอนศิษย์ ท่่านไม่ค่อยอธิบายธรรมะให้พิสดารนัก
หลวงปู่มั่น ท่านให้เหตุผลว่า ถ้าอธิบายไปมาก ผู้ปฎิบัติัมักไปติดคำพูด กลายเป็นสัญญา
ต้องปฎิบัติให้รู้ ให้เกิดแก่จิตใจของตนเอง จึงจะรู้ได้ว่า คำว่าทุกข์นั้นเป็นอย่างไร คำว่าสุข นั้นเป็นอย่างไร คำว่าพุทธะ ธรรมะ สังฆะ นั้นมีความหมายเป็นอย่างไร
สมาธิอย่างหยาบเป็นอย่างไร สมาธิอย่างละเอียดเป็นอย่างไร ปัญญาที่เกิดจากสัญญาเป็น อย่างไร ปัญญาที่เกิดจากการภาวนาเป็นอย่างไร
เหล่านี้ผู้ปฎิบัติต้องทำให้เกิด ให้มีขึ้นในตน จึงจะรู้
ถ้ามัวถือเอาแต่คำอธิบายของครูอาจารย์แล้ว จิตก็จะคิดอยู่ในสัญญา ไม่ก้าวหน้า ในการภาวนา
เพราะเหตุนั้น หลวงปุ่มั่น จึงไม่อธิบายให้พิสดารมากมาย ท่านเพียงแนะให้รู้ทาง แล้วต้อง ทำเอง เมื่อเำิกิดความขัดข้องจึงมารับคำแนะนำอีกครั้งหนึ่ง
การปฎิบัติเช่นนี้ เป็นผลดี แก่ศิษย์ผู้มุ่งปฎิบัติเพื่ออรรถ เพื่อธรรมอย่างแท้จริง
๘๒. หลวงปู่มั่น
ท่านทำตนให้เป็นตัวอย่าง
ในการบำเพ็ญสมาธิภาวนา ของหลวงปู่แหวน เพื่อครั้งจำพรรษาอยู่กับหลวงปู่มั่น ที่นาหมี นายูงในปีนั้น ท่านจึงได้เร่งควมเพียรอย่างสม่ำเสมอ ทำให้ได้รับความเยือกเย็นทางด้านจิตใจมาก เป็นพิเศษ
ทั้งนี้เพราะ ความเพียร เป็นไปอย่างต่อเนื่อง โดยมีหลวงปู่มั่น เป็นตัวอย่างในการเร่งทำความ เพียร ไม่ว่่าท่านจะอยู่ในอิริยาบถใดๆ ต้องอยู่ด้วยภาวนาทั้งสิ้น
เกี่ยวกับเรื่องภาวนานี้ หลวงปู่มั่น ท่านย้ำเตือนเสมอไม่ให้ศิษย์ประมาท โดยละความเพียร
หลวงปู่แหวน ย้ำว่า " เราอยู่ร่วมกับท่าน ต้องเอาองค์ท่านเป็นตัวอย่าง ถึงแม้จะทำไม่ได้อย่าง ท่าน แต่ก็เป็นศิษย์ที่มีครู มีแบบแผน มีแบบอย่าง มีตัวอย่างในทางดำเนิน"
๘๓. ต้องการเข้ากราบ
ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีๆ
ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทน์ สิริจนฺโท) แห่งวัดบรมนิวาสวิหาร กรุงเทพ มหานคร เป็นพระมหาเถระที่หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ให้ความเคารพเป็นอย่างมาก และถือเป็นครู บาอาจารย์ที่ให้ความรู้ทางด้านปริยัติ ซึ่งเป็นพื้นฐานของการปฎิบัติภาวนา เป็นอย่างดี
ท่า่นเจ้าคุณ พระอุบาลีๆ ได้พูดถึงหลวงปุ่มั่น คราวเดินทางไปภาคเหนือ และพำนักด้วยกัน ที่วัดเจดีย์หลวง ในเมืองเชียงใหม่ว่า
" พระอย่างท่านมั่น เป็นพระที่หาได้ยากยิ่ง ท่านเป็นพระที่ปฎิบัติจริง และรู้ธรรมตามที่พระ พุทธเจ้าสอนไว้จริงๆ อาตมา แม้จะเป็นผู้ใหญ่กว่าท่่าน แต่ก็เคารพเลื่อมใสธรรมของท่าน อยู่ภายใน
ท่่านมั่นเอง มีความอ่อนน้อม ถ่อมตนต่ออาตมามาก จนละอายท่านในบางครั้ง ท่านไม่เคย แสดงอากัปกิริยากระด้าง วางตัวเย่อหยิ่งแต่อย่างใดให้เห็นเลย นอกจากวางตัวแบบผ้าขี้ริ้ว ซึ่งเห็นแล้ว อดเลื่อมใสอย่างจับใจไม่ได้ทุกๆครั้งๆไปเท่านั้น"
ที่กล่าวมาเป็นความสัมพันธ์ และเคารพในคุณธรรมซึ่งกันและกัน ระหว่างท่านเจ้าคุณ พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ กับหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต
ทีนี้มาว่า ถึงเหตุที่หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ต้องการเข้าพบท่านเจ้าคุณพระุุอุบาลีๆ นั้น ก็เนื่องด้วยกิตติศัทพ์ทางด้านการเทศน์และการปฏิบัติธรรม ของท่านเจ้าคุณพระอุบาลีๆ ได้ขจรขจายไปทั่วในมณฑลภาคอิสาน ในสมัยนั้น ทั้งพระภิกษุสามเณร อละคฤหัสถ์ผู้ใคร่ต่อ ธรรมปฎิบัติ ต่างก็กระหายที่จะได้ฟังธรรมอบรมจากท่าน
ด้วยเหตุั้นั้น หลวงปู่แหวน จึงได้ตัดสินใจเดินทางจากอุดรธานี เข้ากรุงเทพๆ เพื่อกราบมนัส การท่านเจ้าคุณ พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ ซึ่งพักนักที่วัดบรมนิวาส
๘๔. เดินทางเข้ากรุงเทพๆครั้งแรก
ครั้งนั้นอยู่ในปี พ.ศ. ๒๔๖๔ หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ตัดสินใจเดินทางเข้ากรุงเทพๆ นับเป็น คร้ืิงแรกในชีวิตของท่าน
หลวงปู่ เดินทางจากจังหวัดอุดรธานี มายังจังหวัดนครราชสีมาด้วยเท้า ผ่านหมู่บ้านน้อยใหญ่ มาโดยลำดับ
ในสมัยนั้นประชาชน ส่วนมาก ยังสับสนระหว่างการนับถือผี กับกานนับถือ พระไตรสรณาคมน ์
ทุกหมู่บ้าน หลวงปู่ไปพบ จะมีศาลเทพารักษ์ ซึ่งเรียกตามภาษาท้องถิ่นว่า ศาลปู่ตา ประจำอยู่เป็นส่วนมาก ในปีหนึ่งๆ จะต้องมีการเซ่นไหว้ ประจำปีกันครั้งหนึ่ง ซึ่งจะทำเป็น งานใหญ่
นอกจากนี้ ยังมีการกราบไหว้ เฉพาะรายอีก เป็นต้นว่า ถ้ามีใครเจ็บป่วย หรือวัวควายหาย หรือล้มตาย ชาวบ้านก็จะไปบวงสรวงเซ่นไหว้ ศาลปุ่ตากัน
ศาลปู่ตา มักตั้งอยู่ชายป่า ใกล้หมู่บ้าน ชาวบ้านต่างก็กลัวเกรง ไม่กล้าเข้าไปในป่าแถวนั้น กล้ัวผีปู่ตา เล่นงาน
หลวงปุ่แหวน เช่นเดียวกับพระธุดงค์ทั้งหลาย ชอบไปอาศัยพักปักกลดตามดงปู่ตา นั่นเอง หลวงปู่บอกว่า เป็นการดีอย่างหนึ่ง เวลาเข้าไปพักอยู่ในดงเช่นนั้น ผู้คนก็ไม่มารบกวน จิงสบายใจ ในอิริยาบถ เวลาภาวนาก็สงบดี
ข้อดีอีกอย่างก็คือ เมื่อพวกชาวบ้านเห้น่า พระเข้าไปอยู่ในดงปุ่ตาโดยไม่มีอันตรายใดๆ พวก เขาก็อัศจรรย์และเลื่อมใส จึังเป็นโอกาสที่พระจะได้แนะนำ ให้เขารู้จักไตรสรณคมน์ และรู้จัก รักษาศีลต่อไป
แต่บางแห่ง เมื่อหลวงปุ่ เข้าไปพักในดงปุ่ตา พวกชาวบ้านไม่พอใจที่จะให้พัก ก็มีพวกชาว บ้านเขากลัวว่า เมื่อพระเจ้าไปพัก พวกผีจะออกมาทำอันตรายแก่ชาวบ้านได้
ในที่เช่นนั้น หลวงปู่ จะต้องชี้แจงให้ชาวบ้านเช้าใจเหตุผล รวมทั้งหาทางพิสูจน์ ให้เห็นว่า ภูติผีปีศาจ ไม่อาจทำอะไรได้ ถ้าเรายึดมั่น ในพระรัตนตรัย
หลวงปู่ บอกว่า ในหมู่บ้านต่างๆ ส่วนมาก มีวัดตั้งอยู่ แต่พระคงไม่ได้สอนให้ชาวบ้าน มี ความเข้าใจที่ถูกต้อง มิหนำซ้ำพระสงฆ์บางที่ยังทำการนับถือเซ่นสรวงภูิตผีปีศาจ ก็มี พระในท้อง ถิ่น จัึงไม่สามารถเป็นที่พึ่งในทางจิตวิญญาณ ให้แก่ชาวบ้านได้
เมื่อพระในท้องถิ่น ไม่ได้สอนชาวบ้าน พวกเขาจึงนับถือผีอย่างเอาจริงเอาจังไปด้วย
๘๕. ถึงนครราชสีมา
บิณฑบาตไม่พอฉัน
เมื่อหลวงปุ่แหวน เดินทางเข้าเขตจังหวัดนครราชสีมา ก็ประสบกับปัญหาการบิณฑบาต กล่าวคือ บางแห่งเวลาไปบิณฑบาต ได้เพียงข้าวเปล่าก็มี ได้ข้าวกับพริกก็มี ได้ข้าวกับมะเขือก็มี
หลวงปู่ เล่าว่า " เมื่อได้มาอย่างไร ก็ฉันไปอย่างนั้น ฉันไปตามมีตามได้"
เพราะการเลี้ยงชีวติของพระเราเนื่องด้วยผู้อื่น จึงต้องทำตัวให้เป็นผุ้เลี้้ยงง่าย ไม่ควรทำตัว ให้มัวเมามักมาก ในอาหารจนเกินเลย จะทำให้เกิดความลำบากแก่ตนเอง
ส่วนมากชาวบ้านเขามี เขาบริโภคกันอย่างไร เขาก็จะใส่บาต มาอย่างนั้น
พระผู้้เป็น ทักขิไณยบุคคล จึงไม่ควรเป็น ปฎิสังขาโย ในเวลาบริโภคอาหาร หรือปัจจัยสี่ที่ ทายกเขาถวายมาด้วยศรัทธา ไม่เช่นนั้น อาจจะทำศรัทธาให้เสื่อม ตนเองก็จะประสบกับความ ยุ่งยาก เดือดร้อน เพราะปัจจัยสี่หาไม่ได้ ตามต้องการ หรือถูกอัธยาศัย
ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ตามความประสงค์ของนักบวชเรา ผู้ดำรงชีวิตด้วยความเป็นอยู่อย่าง ง่าย ที่พระสัมมาสัมพูทธเจ้าก็ดี พระอริยสาวกทั้งหลายก็ดี ท่านได้ดำเนินมาเป็นตัวอย่าง แล้วใน อดีตกาล "
๘๖. เข้ากราบท่านเจ้าคุณพระอุบาลี
เมื่อหลวงปู่ เดินทางเข้าไปถึงตัวจังหวัดนครราชสีมาแล้ว ท่านได้โดยสารรถไฟ เข้ากรุงเทพๆ (สมัยนั้นทางรถไฟ สายอิสานเพิ่งมีไปถึงจังหวัดนครราชสีมา เท่านั้น)
เมื่อหลวงปู่ เข้าไปกราบท่านเจ้าคุณ พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ และท่านเจ้าคุณๆ ทราบว่า หลวงปู่เ็ป็นศิษย์ ของหลวงปุ่มั่น ภูริทตฺโต ท่านเจ้าคุณๆ ก็ยินดี ให้การต้อนรับด้วยความเตตายิ่ง
ท่านเจ้าคุณพระอุบาลี ถามถึง หลวงปู่มั่นว่า ปัจจุบันนี้อยู่ที่ไหน และเป็นอย่างไร เพราะท่าน ไม่ได้พบกันเป็นเวลานาน
หลวงปุ่แหวน กราบเรียนให้ท่านเจ้าคุณๆทราบ เรื่องทุกอย่าง
เมื่อท่่านเจ้าคุณพระุอุบาลีๆ กล่าวปฏิสันถารพอสมควรแล้ว ท่านได้ให้หลวงปุ่ไปพักที่กุฎิ หลังหนึ่ง และหลวงปู่หาโอกาสเข้าไปกราบสนทนา กับท่า่นเจ้าคุณๆทุกวัน
เมื่อท่านเจ้าคุณๆว่างจากแขก หรือว่างจากธุระการงานของท่าน ท่านจะเล่าถึงความสัมพันธ์ เกี่่ยวข้องกับหลวงปู่มั่น ให้ฟัง พร้อมกับสรรเสริญความเด็ดเดี่ยว ในธรรมปฎิบัคิของหลวงปุ่มั่น
หลวงปุ่แหวน ได้พักอยู่วัดบรมนิวาส หลายวัน จึงมีโอกาสได้ฟังธรรม จากท่านเจ้าคุณพระ อุบาลีๆ มีโอกาสได้กราบเรียนถามปัญหาาข้อสงสัย ในด้านธรรมปฎิบัติบ้าง ในทางด้านพระวินัย บ้าง
ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีๆ ได้อธิบายข้อสงสัยของหลวงปู่ได้อย่างชัดเจนต ดูท่านมีความปราด เปรื่องสมกับกิตติศัพท์ ที่เล่าลือกันจริงๆ
บางวัน โอกาสดี ท่า่นเจ้าคุณๆ จะเล่าถึงสภาพพระพุทธศาสนา ในประเทศอินเดีย บ้าง ในประเทศพม่าบ้าง ในเชียงตุงบ้าง ทำให้หลวงปู่ ได้รับรู้เรื่องแปลกๆ จากต่างแดน ที่ไม่เคยได้รู้ มาก่อนในชีวิต หลวงปู่ให้ความสนใจมาก
หลวงปู่แหวน ได้กราบเรียนถาม ท่านเจ้าคุณๆ ถึงเส้นทางที่จะไปยังประเทศพม่าและเชียงตุง ซึ่งท่านเจ้าคุณ ได้เล่าอธิบายโดยละเอียด
จากเหตุการณ์ ที่ได้ยินได้ฟัง เรื่องราว ในต่างแดน ครั้งนี้เอง ที่ดลใจให้หลวงปุ่แหวน ได้จาริกไปประเทศอินเดีย พม่า เชียงตุง ในปี พ.ศ. ๒๔๖๔ นั้นเอง รวมทั้งในปีต่อๆมาด้วย
จากที่ครูบาอาจารย์เล่าให้ฟัง ว่า หลวงปุ่แหวน กับหลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม ท่านธุดงค์คู่ไปต่าง แดนด้วยกันโดยตลอด ท่านไปหลายประเทศ จนกล่าวได้ว่า หลวงปุ่ทั้งสอง องค์ได้จาริกธุดงค์ทั้ง ในและนอกประเทศ ไปมากกว่า พระธุดงค์องค์ใดๆ เท่่าที่ทราบกัน
จากการที่ลงมากรุงเทพๆ ของหลวงปู่ ในครั้งนั้นทำให้ท่านมีความสัมพันธ์กับท่านเจ้าคุณ พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ เป็นอย่างดีจนตลอดอาขุขัยของท่าน และหลวงปู่แหวน ให้ความเคารพ ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีๆ ในฐานะเป็นพระอาจารย์อีกท่า่นหนึ่ง
๘๗. จาริกเข้าไปใน
ประเทศพม่า
ในปี พ.ศ. ๒๔๖๔ นั้นเอง หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ กับหลวงปู่ตื้อ อจลธมโม ได้จาริกไปใน ประเทศพม่า เลยเข้าไปถึงประเทศอินเดีย
หลวงปู่แหวน ได้เล่าถึงการเดินทางว่า:-
หลวงปู่ทั้งสอง เดินทางออกจากประเทศไทยไปทางด่่านแม่สอด จังหวัดตาก ข้ามแม่น้ำเมย ไปขึ้นทางฝั่งพม่าทีด่านศุุลกากรพม่า
หลวงปู่ เช้าไปถามเจ้าหน้าที่พม่า ถึงการเดินทางเข้าประเทศ แต่พูดกันไม่เข้าใจ
เจ้าหน้าที่บอกว่า " เก๊กซะมะซิบู" ซึ่งหมายถึงว่า ไม่เป็นไร คือ เขายอมให้หลวงปู่ทั้งสอง เดินเข้าประเทศเขาได้
หลวงปู่เดินทางผ่านป่าเขาไปถึงเมืองชื่อ ขลุกขลิก พักอยู่ ๑ คืน พอรุ่งเช้าออกบิณฑบาต ฉันเสร็จ ไปที่ท่าเรือ ได้โดยสารเรือไป มะละแหม่ง
เรือไปถึง มะละแหม่ง ประมาณ ๗,๐๐ น วันรุ่งขึ้น แล้ว หลวงปู่โดยสารเรือช้ามฟากไปขึ้น ทางเมาะตะมะ
ที่เมาะตะมะ มีดอยอยู่ลูกหนึ่ง เรียกว่า ดอยศรีกุตระ มีเจดีย์อยู่บนยอดดอย ประชาชนขึ้นไป นมัสการกันมากไม่ได้ขาด
เมื่อขึ้นไปบนยอดดอบ จะมองเห็นทิวทัศน์ เมืองเมาะตะมะ เกือบทั้งหมด
สำหรับเมือง มะละแหม่งนั้น เป็นเมืองท่าเรือ เช่นเดียวกับสมุทรปราการของเรา
หลวงปู่ ว่าอย่างนั้น
๘๘. การบิณฑบาตในพม่า
หลวงปู่เล่าถึงการบิณฑบาตในพม่าดาังต่อไปนี้
เมืองพม่า มีพระมาก แต่บิณฑบาตได้ไม่พอฉัน
การใส่บาตรในเมืองพม่านั้น ผู้ที่จะใส่บาตรไม่ได้ออกมาจากบ้าน มาใส่ตามถนนเหมือน บ้านเรา
ผู้ที่จะใส่บาตร เขาเตรียมอาหารใส่บาตร ไว้บนบ้าน พระต้องขึ้นไปรับบาตรกันบนบ้าน
ทีแรก หลวงปู่ไม่รู้ธรรมเนียม จึงบิณฑบาตไม่ได้ฉัน
วันต่อมา มีพระไทยใหญ่รูปหนึ่งสังเกตุเห็น จึงเข้ามาถามหลวงปู่ว่า " เจ้าปุ๊นได้สะปิซอม ไหม " หลวงปู่ตอบว่า ไม่ได้เลย
พระรูปนั้น จึงบอกว่า " ตามผมมา ผมจะพาไป"
หลวงปู่ จึงเดินตามพระไทยใหญ่รูปนั้นไป พอถึงบ้านที่จะใส่บาตร พระท่านก็พาขึ้นไปบน บ้าน จึงรู้ว่าเขาใส่บาตรกันอยู่บนบ้าน อาหารที่ใส่บาตร ก็ไม่มีอะไรมาก มีข้าว ๑ ช้อน กับแกงถั่ว ๑ ช้อน
เดินไปบิณฑบาต ๑๐ หลีังคาเรือน ก็ได้ข้าวยังไม่พอฉัน ต้องเดินไปไกล
บางวันเดินไปไกลมาก เมื่อหิวขึ้นมา และเห็นปลอดคน ก็หยุดฉันเสียก่อน แล้วจิงบิณฑบาต ต่ออีก
ส่วนน้ำดื่มนั้น ของเขามีมาก เขาทำก๊อกน้ำสาธรณะไว้ทั่วไปตามถนน ท่านก็ได้อาศัยน้ำจาก ก๊อกเหล่านั้น
หลวงปู่บอกว่า " การปฎิบัติธรรมอยู่เมืองพม่า ถ้าจะอยู่เอามรรคเอาผลกันแล้ว อยู่ไม่ได้ เพราะอาหารไม่พอ "
ที่เมาะตะมะ หลวงปู่ได้พบพระเขมร รูปหนึ่ง ซึ่งมาอยู่พม่าหลายปี ท่านบอกกับหลวงปู่ว่า " บิณฑบาตที่นี่เต็มที เดินบิณฑบาตจนอ่อนใจ บางวันได้ข้าวไม่พอฉัน สู้เมืองไทยไม่ได้ บิณฑบาต มาฉั้นแล้วยังมีเหลือ ให้สัตว์เลี้ยงได้กินอิ่มอีกหลายตัว แต่ที่นี่จะทำอย่างนั้นไม่ได้ แม้จะเลี้ยงตนเอง ก็เกือบเอาตัวเองไม่รอด"
๘๙. พูดถึงพระพม่า
หลวงปู่พูดถึงพระพม่า ที่ท่่านพบเห็น่า :-
พระพม่า เวลาสนทนากัน มักพูดกันด้วย โลกุตรจิต โลกุตรมรรค โลกุตรผล ซึ่งจำเอาแผนที่ จากพระอภิธรรมนั่นเอง เอามาพูดจาสนทนากัน
เพราะ ในเมืองเขาจะสอนแผนที่กัน สอนอภิธรรมกัน ( คือสอนแต่เนื้อหา ซึ่งเป็นภาคปริยัติ)
ฉะนั้น เวลาพระเขาสนทนากัน จึงมักพูดแต่ธรรมะชั้นโลกุตระ ซึ่งก็เพี่ยงแต่จำตำรามาพูด เท่านั้น ส่วนจิตนั้นจะเป็นโลกุตระ หรือไม่นั้น เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
หลวงปุ่บอกว่า " พระเหล่้านั้น เขาเรียนรู้แต่แผนที่ ไม่ได้สอนให้ไปศึกษาดูภูมิประเทศ เหมือนกับพระกรรมฐานเรา"
( อันนี้ผู้เขียนพูดเองว่า การพูดการสอนนั้น สามารถพูดถึงพระนิพพานได้อย่างไม่ติดขัด แต่การปฏิบัติจะำทำได้หรือไม่ เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
การศึกษาทางพระพุทธศาสนาจึงต้อง รู้ ทำ แล้ว เข้าถึง ด้วย ดังที่พระท่านว่า มีปริยัติ ปฎิบัติ และปฎิเวธ นั่นเอง )
๙๐. เดินทางเข้า
ประเทศอินเดีย
หลวงปู่แหวน กับหลวงปู่ตื้อ พักอยู่ที่ดอยศรีกุตระ เมืองเมาะตะมะ พอสมควรแล้ว ก็ลงเรือ ข้ามฟาก กลับมาเมืองมะละแหม่ง
พักที่มะละแหม่ง ๓ วัน แล้วโดยสารเรือ ไป กัลกัตตา ประเทศอินเดีย ขึ้นรถไฟไปเมือง พาราณสี แล้วนมัสการสังเวชนียสถาน และปูชนียสถาน ที่สำคัญต่างๆ
จากการบอกเล่าของ หลวงพ่อเปลี่ยน ปญฺญาปทีโป บอกว่า หลวงปุ่แหวน กับหลวงปู่ตื้อ ท่านเดินทางไป เนปาล อยู่ทางเหนือของอินเดีย และทางใต้นั้นท่านได้ลงเรือสำเภาข้ามไปที่เกาะ ศรีลังกาด้วย
หลวงปู่บอกว่า การท่องเที่ยว อยู่อินเดีย นานไม่ได้ เพราะมีปัญหาาเนื่องด้วยอาหาร และการ บิณฑบาต จึงต้องเดินทางกลับมาจำพรรษาในเมืองไทย
๙๑. เดินทางกลับเมืองไทย
ในการเดินทางกลับเมืองไทย หลวงปู่กลับมาตาทางเดิมคือ จากอินเดีย ท่านโดยสารเรือ จากัลกัตตา มาขึ้นที่มะละแหม่ง ของพม่า แล้วก็โดยสารเรืออีกต่อ มาขึ้นที่ ชลิกขลิก
ต่อจากนั้น ท่่านเดินเท้า กล้บประเทศไทย มาตามเส้นทางเดิม เมื่อถึงด่าน แล้วข้าม แม่น้ำเมย เข้ามายังฝั่งไทย ตรงด่านแม่สอด จังหวัดตาก
หลวงปู่ พักอยู่ที่แม่สอดพอมีกำลังแล้ว ก็เดินธุดงค์ภาวนาอยู่ในเขตอำเภอสามเงา จังหวัดตาก แต่ไม่ได้จำพรรษา
หลวงปู่เล่่าว่าชาวบ้านแถวนั้นเลี้ยงสุนักไว้ ดุมาก เมื่อท่านไปบิณฑบาต บางวันถูกสุนัข กัดเอา
เจ้าของเขาก็ไม่ไล่สุนัข เขาถือว่า สุนัขดุนั้นดี จะได้เฝ้าบ้านได้
ที่จังหวัดตากนี้เอง หลวงปู่่ ถูกสุนัขกัดที่ขาทำให้แผบอักเสบเรื้อรัง หลวงปู่ต้องทรมานกับ แผลนี้อยู่นาน และเป็นแผลเป็นมาตลอดชีวิตท่าน
๙๒. จาริกไป
เชียงตุง เชียงรุ้ง
หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ กับพระสหจรของท่าน คือ หลวงปุ่ตื้อ อจลธมฺโม เมื่อสมัยที่ยังเป็น พระหนุ่ม ท่่านชอบเที่ยวธุดงค์แสวงวิเวกไปตามที่ต่างๆ ทั้งในประเทศ และนอกประเทศ เท่าที่ท่่าน มีโอกาสและสามารถจะไปได้ถึง
จึงกล่าวกันว่า หลวงปู่แหวน กับหลวงปุ่ตื้อ ท่องธุดงค์ไปมากที่สุด ในบรรดา พระธุดงค์ ทั้งหมด
ถ้ารวมเวลาที่หลวงปู่ทั้งสององค์ เดินธุดงค์ทั้งหมดก็ร่วม ๕๐ ปี ค่อนชีวิตบรรพชิตของท่าน
หลวงปุ่บอกว่า การเดินทางไกลสมัยก่อน ไม่ได้เป็นกังวลห่วงเรื่องรถเรื่องเรือ เพราะการ คมนาคมด้้วยยานพาหนะสมัยใหม่นั้นไม่มี
การไปมาได้สะดวกสบายมืออยู่ทางเดียวเท่านั้น คือเดินไปและวลากลับก็เดินกลับ
ครูบาอาจารย์บางท่านได้พูดในเชิงขบขันว่า การเดินทางของพระธุดงค์ในสมัยก่อน ใช้รถ อยู่ ๒ อย่าง คือ รถ " มอเตอร์ขา" กับรถยี่ห้อ " ออสตีน" เท่านั้น
หลังจากออกพรรษาแล้ว(ผู้เขียนประมาณว่าน่าจะเป็นปี พ.ศ.๒๔๖๕ ในปลายเดือนตุลาคม หลวงปู่แหวน กับหลวงปู่ตื้อ ได้จาริกธุดงค์ไป เชียงตุง เชียงรุ้ง
ท่านออกจากเขตไทย ทางด่าน อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ข้ามเขตพม่า
ทางฝั่งพม่าสมัยนั้น มีประชาชนอาศัยอยุ่ไม่มากนัก
หลวงปู่ เดินไปตามทางล้อเกวียน ในบางแห่งก็ลัดไปตามป่าตามเขา
ภูมิประเทศส่วนใหญ่ ที่หลวงปุ่ผ่านไป ล้วนแต่เป็นป่าเขา มีต้นไม้ลำต้นสูงใหญ่ปกคลุมอยุ่ ทั่วไป
หลวงปุ่ทั้งสอง พำนักปักกลดไปเรื่อยตามรายทาง จนไปถึงเมืองเชียงตุง
หลวงปุ่บอกว่า เมืองเชียงตุงตั้งอยู่ในหุบเขา มีภูเขาเป็นกำแพงธรรมชาติล้อมรอบ พลเมือง ส่วนมากเป็นชาวไทยใหญ่ มีพม่าอยู่บ้าง นอกนั้นเป็นชนพื้นเมืองเผ่าอื่นๆ
เชื้อสายเจ้านครเชียงตุง เลื่อมใสท่านเจ้าคุณ พระอุบาลีคุณูปมาจารย์มาก เชื้อพระวงค์ผู้ใหญ่ ยังปฎิบัติธรรมอย่างเคร่งครัด
ด้านการศาสนา พระภิกษุสามเณรช ก็มีการประพฤติปฎิบัติตามพระวินัยดี เพราะได้ท่าน เจ้าคุณพระอุบาลีๆ ไปแนะนำสั่งสอนไว้ เมื่อสมัยที่ท่่านไปจำพรรษาอยู่เชียงตุง
พลเมืองเชียงตุงพูดได้สองภาษา คือภาษาไทยใหญ่กับภาษาพม่า
ประชาชนส่วนใหญ่ มีอัธยาศัยไมตรีดี ขอบการบุญกุศล ดูแลอุปถัมภ์พระภิกษุสามเณรดี
อากาศในฤดูหนาวค่อนข้างหนาวเย็น เพราะเป็นเมืองที่ตั้งอยู่ในที่มีภูเขาล้อมรอบ
การไปเชียงตุงในครั้งนั้น หลวงปุ่ไม่ได้จำพรรษา
๙๓. จาริกไปแสนหวี
ฝีฝ่อ หนองแล
จากเชียงตุง หลวงปุ่ได้จาริกขึ้นไปทางหนืออีกต่อไป ภูิมิประเทศเป็นป่าทึบ มีป่าโปร่งสลับ อยู่บ้าง มีธานน้ำและสัตว์ป่านานาชนิด ในเวลากลางคืน อากาศหนาวเย็นมาก
เมื่อพ้นจากเขตเชียงตุงขึ้นไปทางเหนือแล้ว ผู้คนจะเป็นพวกชาวเขาเผ่าต่างๆ เผ่าที่มีความ เจริญมากกว่าเผ่าอื่นๆ ได้แก่ พวกจีนฮ่อ
หลวงปู่ ได้จาริกขึ้นไปถึงเมืองแสนหวี ฝีฝ่อ และ หนองแส เมืองเหล่านี้ เป็นที่อยู่ของพวก จีนฮ่อ
บางแถบที่หลวงปู่ผ่านไปไม่มีแม่น้ำโขง ไหลผ่าน พื้นที่เป็นที่ราบในหุบเขา
พอจวนจะเข้าพรรษา คือช่วงเดือนพฤษภาคม และมิถุนายน จะมีฝนตกชุกมาก ไม่สะดวกที่ จะพำนักในแถบนั้น หลวงปุ่ทั้งสอง จึงได้เดินทางกลับมายังประเทศไทย
๙๔. พูดถึงท่านเจ้าคุณ
พระอุบาลี
หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ไห้ความเคารพและมีความคุ้นเคยกับท่านเจ้าคุณ พระอุบาลี คุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) แห่งวัดบรมนิวาสวรวิหาร มานาน ตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๖๔ เมื่อหลวง ปู่ มีโอกาสไปกราบรับฟังการอบรมธรรมครั้งแรก
และนับแต่นั้นมา เวลาที่ท่านเจ้าคุณๆ ขึ้นไปทางภาคอิสาร หลวงปุ่แหวน จะหาโอกาสไป กราบและฟังธรรมจากท่านเสมอ เพราะท่านเจ้าคุณพระอุบาลีๆ เป็นพระมหาเถระที่มี ความสามารถ ทั้งทางปริยัติและทางปฎิบัติ
ถ้ามีความขัดข้ัองทางธรรมวินัย เมื่อไปกราบเรียนถาม ท่านจะชี้แจงให้ฟังจนหายสงสัย โดยท่านจะตอบข้อซักถามนั้นๆ ตามที่พระวินัยบัญญัติไว้อย่างชัดเจน
ตัวอย่าง ครั้งหนึ่งทางสำนักพระราชวัง ได้นิมนต์พระมหาเถระ ไปฉันในพระราชวัง โดย มีสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส เป็นประธานสงฆ์
เมื่อพระสงฆ์รับพระราชทานฉันเสร็จแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงประทับ สนทนาธรรมกับพระมหาเถระอยู่ได้ทรงปราำภในเชิงถามตอนหนึ่งว่า ..
" ภิกษุฉันของเคี้ยวของฉันที่เป็นอาหารในเวลาวิการ คือตั้งแต่ตะวันเที่่ยงไปแล้ว จนถึงอรุณวันใหม่ ถือเป็นอาบัติปาจิตตีย์ ตามสิกขาบทที่ ๗ แห่งโภชนวรรคนั้น ถ้าเป็นภิกษุผู้ไป อยู่ในต่างประเทศ จะพึงกำหนดเอาเวลาเที่ยงนั้นอย่างไร ?"
พระเจ้าอยู่หัวทรงตรัสถามพระมหาเถระไปทีละองค์ ยกเว้นสมเด็จพระมหาสมณเจ้าๆ
พระมหาเถระ ถวายพระพรไปคนละอย่าง หรือไม่ก็อ้อมค้อมชนิดไม่กล้าตัดสินชี้ชัดลงไป
เมื่อถึงท่านเจ้าคุณพระอุบาลีๆ พระเจ้าอยู่หัวตรัสถามว่า " ท่านเจ้าคุณว่าอย่างไร ?"
ท่า่นเจ้าคุณพระอุบาลีๆ ถวายพระพรว่า " ให้ถือเอาเวลาท้องถิ่น ที่ตนเข้าไปอาศัยอยู่"
พระเจ้าอยู่หัว ทรงผินพระพักตร์ไปทางสมเด็จพระมหาสมณเจ้าๆ แล้วตรัสว่า " เป็นอย่างไร"
สมเด็จพระมหาสมณเจ้าๆ ถวายพระพรสั้นๆว่า " ชอบแ่ก่เหต"
พระเจ้าอยู่หัวก็ไม่ได้ตรัสถามประเด็นนี้อีกต่อไป จึงยุติลงเพียงนั้น
๙๕. ปฎิโมกข์ห้า
หลวงปุ่แหวน เคยเล่าให้ลูกศิษย์ฟังว่า ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์(ภายหลังได้เป็น พระอุปัชฌาย์ของหลวงปู่แหวน กับหลวงปู่ตื้อ เมื่อญัตติเป็นธรรมยุติ) เคยบอกให้หลวงปู่ท่อง ปาฎิโมกข์ โดยถามว่า " ท่านแหวนท่องปฎิโมกข์ได้หรือยัง ?"
กราบเรียนท่่านว่า ยังท่องไม่ได้ ท่่านเจ้าคุณๆ บอกว่า " ต้องท่องปาฎิโมกข์ให้ได้นะ"
กราบเรียนท่านต่อไปว่า " กระผมอายุปานนี้แล้ว ความจำอะไรไม่ค่อยดี กระผมจะรักษา ปาฎิโมกข์ทั้งห้าก็พอ"
ท่านเจ้าคุณถามว่า ปาฎิโมกข์ทั้งห้าคืออะไร
กราบเรียนท่านว่า " ตา ก็เป็นปาฎิโมกข์อันหนึ่ง หู ก็เป็นปาฎิโมกข์อันหนึ่ง จมูก ก็เป็น ปาฎิโมกข์อันหนึ่ง ลิ้นก็เป็นปาฎิโมกข์อันหนึ่ง และกาย ก็เป็นปาฎิโมกข์อันหนึ่ง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ทั้งห้านี่แหละเป็นปาฎิโมกข์ "
ท่านเจ้าคุณๆ พูดว่า " เออ ถูกละนักบวชเราถ้าปฎิบัติอินทรีย์ทั้ง ห้าให้เป็นปาฎิโมกข์ได้ ผู้นั้น ก็จะเจริญในพรธธรรมวินัยของพระพุุทธเจ้า ถ้ารักษาปาฎิโมกข์ทั้งห้าได้แล้ว ไม่ต้องท่อง ปาฎิโมกข ์ ก็ได้ "
ดังนั้นหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ไม่ได้ท่องปาฎิโมกข์ ก็เพราะเหตุนี้ แต่หลวงปู่เคยเรียนรู้ มูลกัจจายน์มาก่อน เมื่อยกวินัยข้อใดมา ท่านจึงว่า ได้อย่างแม่นยำทั้งภาษาบาลีและภาษาไทย
๙๖. เล่าเรื่องไม้สีฟัน
หลวงปู่แหวน เล่าเรื่องไม้สีฟันพระ ให้ลูกศิษย์ฟังดังนี้
ในสมัยที่สมเด็จพระมหาสมณเจ้า พรมพระยาวชิรญาณวโรรส กำลังนิพนธ์ (เขียนหนังสือ) วินัยมุข อยู่ พระองค์อธิบายถึงสิกขาบทที่ว่าด้วยไม้สีฟัน จึงเกิดสงสัยว่า จะเป็นไม้ชนิดใด มีลักษณะเป็นอย่างไร
ทรงรับสั่ง ถามพระเณรทั้งหลาย ต่างก็กราบทูลไปคนละอย่าง ไม่ตรงกัน จะเอาเป็นข้อยุติ ไม่ได้ ยังไม่ได้คำอธิบายเป็นที่พอพระทัย
จึงให้ไปนิมนต์ท่่านเจ้าคุณ พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ จากวัดบรมนิวาส มาเฝ้า แล้วตรัสถามว่า
" ทนฺตโปนา ไม้สีฟันนั้น ท่่านเจ้าคุณๆ เคยได้ยินไหมเป็นอย่างไร ? "
ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีๆ กราบทูลว่า " เคยเห็นเคยใช้อยุ่ทางภาคอิสาน พระเถระในสาย พระอาจารย์มั่นใช้กันอยู่ทั่วไป ทำจากไม้สองอย่าง คือ ทำจากไม้โกทา หรือกนทา กับชนิดดี ทำ จากไม้จันทน์หอม ด้านหนึ่งทุบให้เป็นฝอยละเอียดใช้สีฟัน อีกด้านหนึ่งเหลาให้แหลม ใ้ช้จิ้มฟัน ถ้าต้องการขูดลิ้น ก็ฉีกออกเป็นชิ้นบางๆ ใช้ขูดลิ้นได้ ถ้าเป็นไม้โกทา เวลาเคี้ยวจะมีรสขม นิดหน่อย ป้องกันกลิ่นปากได้ดี ขับเสมหะได้้ด้วย
สมเด็จๆ รับสั่งให้ท่านเจ้าคุณๆ หามาให้ทอดพระเนตร ท่านเจ้าคุณๆ จึงสั่งขึ้นไปทางจังหวัด อุบลราชธานี ให้ทำไม้สีฟัน จากไม้จันทน์หอม และไม้โกทา ส่งลงไปให้ท่า่นที่วัดบรมนิวาส กรุง เพพๆ แล้วท่านก็ำนำไปทูลถวายสมเด็จๆ ต่อไป
เมื่อสมเด็จๆ ได้ทองพระเนตรและทรงทดลองใช้ดูแล้ว จึงตรัสชมกับท่่านเจ้าคุณพระอุบาลีๆ ว่า " พระทางอิสานช่างเข้าใจพระวิน้ัยดีแท้ "
๙๗. นิมนต์ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีๆ
มาอยู่เชียงใหม่
ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ เคยไปจำพรรษาที่เชียงตุง ได้ไปแสดงธรรมโปรดเจ้า ผู้ครองนครเชียงตุงจนเลื่อมใส ถวายตนเป็นศิษย์อุปัฎฐาก เป็นเหตุให้ทางสำนักนครเชียงตุง ประพฤติธรรมกันโดยทั่วหน้า
แม้ปัจจุบัน เชื้อวงค์นครเชียงตุง เจ้านายชั้นผู้ใหญ่ ก็ยังคงปฎิบัติธรรมกันอยู่
ในครั้งนั้น นอกนอกท่า่นเจ้าคุณ พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ จะได้โปรดเจ้านาย วงค์นครเชียงตุงแล้ว ท่านยังได้ปรับปรุงการปฎิบัติพระวินัย ของพระสงฆ์ในเชียงตุง ให้ดีขึ้น หลายอย่าง ตามคำขอร้องของเจ้าผุ้ครองนครเชียงตุง
เืืมื่อท่านเจ้าคุณพระอุบาลีๆ กลับจากเชียงตุงแล้ว ท่านได้ขึ้นไปพักภาวนาอยู่ที่ดอยสุเทพ จังหวัดเชียงใหม่
ประจวบกับสมัยนั้น วัดเจดีย์หลวง ในตัวเมืองเชียงใหม่ กำลังทรุดโทรม หาพระผุ้เป็นหลัก ไม่ได้ ประชาชนก็เหินห่างจากวัด เพราะพระภิกษุสามเณร ประพฤติตนไม่เหมาะสม
ทางฝ่ายบ้านเมืองมี เจ้าแก้วนวรัตน์ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ พร้อมด้วย เจ้าพระยามุขมนตรี ( อาบ เปาโรหิต) สมุหเทศาภิบาลมณฑลพายัพ จังได้ปรึกาากันว่า จะหาพระ เถระผู้ใหญ่ที่ไหน เืพื่อจะได้นิมนต์มาอยู่ที่วัดเจดีย์หลวง เพื่อจะได้ขอให้ท่า่นช่วยปรับปรุงวัด และ พระภิกษุสามเณร ให้เข้ารูปเข้ารอบขึ้น
ทางฝ่ายบ้านเมืองเห็นพ้องกันว่า สมควรจะอาราธนานิมนต์ท่านเจ้าคุณพระุอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทน์ สิริจนฺโท) วัดบรมนิวาส กรุงเทพๆ มาอยู่ จึงได้เตรียมมอบหมายให้ผู้เดินทางไปนิมนต์
ประจวบกับขณะนั้น ได้ทราบย่าวว่า ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีๆ พักวิเวกอยุ่ที่ดอยสุเทพ จึงได้พา กันไปกราบ และเรียนให้ทราบถึงวัตถุประสงค์ พร้อมทั้งนิมนต์ให้ท่านมาำจำพรรษา ที่วัดเจดีย์หลวง เื่พื่อจะได้ปรับปรุงวัดให้เรียบร้อย และเรียกศรัทธาของประชาชน ให้กลับคืนมา
แต่การนิมนต์ครั้งนั้นเป็นการนิมนต์ท่านแบบไม่เป็นทางการ ทำนองเกริ่นให้ท่านรับทราบ และท่านเจ้าคุณๆ ก็ยังไม่ได้ตอบรับ แต่ประการใด เพียงบอกว่า ท่านจะขอรับไว้พิจารณา ต่อเมื่อ กลังถึงกรุงเทพๆ แล้วจะพิจารณาอีกครั้ง
๙๘. ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีๆ
รับนิมนต์
เมื่อท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ พักภาวนาอยู่ดอยสุเทพ พอสมควรแล้ว ก็เดินทาง กลับกรุงเทพๆ
ประมาณเดือนมิถุนายน พ.ศ.๒๔๗๐ ทางเชียงใหม่โดยเจ้าแก้วนวรัตน์ ได้เดินทาง ไปนิมนต์ ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีๆ อย่างเป็นทางการด้วยตนเอง การติดต่อนิมนต์จึงสำเร็จด้วยดี
ในการเดินทางไปถึงเชียงใหม่ ท่่านเจ้าคุณพระอุบาลีๆ ได้เลือกผู้ที่จะติดตามไปกับท่าน อย่างพิถีพิถัน เพราะค่าใช้จ่ายในการเดินทางนั้นสูงมาก
ในช่วงนั้น หลวงปู่มั่น ภุริทตฺโต ได้เดินทางเข้ากรุงเทพๆ มีความประสงค์จะปลีกวิเวก แสงหาโมกธรรม ไปตามลำพังองค์เดียว และได้มอบหมายให้ หลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโม ปกครอง ดูแลคณะสงฆ์ภาคอิสานแทนท่าน
ท่านเจ้าคุณ พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ จึงได้ขอให้หลวงปู่มั่น ไปพำนัจจำพรรษาที่เชียงใหม่ ด้วย และร่วมเดินทางในครั้งนี้
ศิษย์อีกท่านหนึ่ง ที่ด้รับคัดเลือกให้ร่วมเดินทาง ได้แก่ หลวงปุ่แหวน สุจิณฺโณ ซึ่งท่านมี ความยินดีอย่างยิ่ง โดยไม่คาดคิดมาก่อนว่าจะได้ รับความไว้วางใจจากครูบาอาจารย์มากถึง ขนาดนั้น
หลวงปู่แหวน บอกว่า การนั่งรถไฟไปเชียงใหม่ในสมัยนั้นไม่ได้สะดวกสบายเหมือน สมัยนี้ต้องใช้เวลานาน แต่ก็ไม่มียาพาหนะหรือวิธีเดินทาง อย่างอื่น ที่จะสะดวกสบาย ไปกว่านี้แล้ว
๙๙. จัดการปรับปรุง
วัดเจดีย์หลวง
การไปจำพรรษาอยู่วัดเจดีย์หลวง ของท่านเจ้าคุณ พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ ครั้งนั้น ท่่านได้ เทศนาสสั่งสอนอบรมพระภิกษุสามเณร อุบาสก อุบาสิกา รวมทั้งนำพระิภิกษุสามเณร ทำความ สะอาดและปรับปรุงบริเวณวัตถุ จนดูสะอาดเรียบร้อย ดูเจริญหูเจริญตา
นอกจากนี้ เวลากลางคืน ท่านก็ได้ให้การอบรมธรรมทุกคืน ทำให้ได้ผลดีขึ้นมาอย่างรวด เร็ว คือพระภิกษุสามเณรประพฤติอยู่กับร่องกับรอย วัดดูสะอาดเป็นระเบียบเรียบร้อย อุบาสก อุบาสิกา และประชาชน ก็มาทำบุญฟังธรรมกันมากชึ้น สามารถเรียกศรัทธากลับมาได้ตาม ความประสงค์
เื่มื่อออกพรรษาแล้ว ท่่านเจ้าคุณๆ กับพาพระเณรวิเวกตามเขตอำเภอใกล้เคียง
บางครั้ง ในฤดูแล้งนอกพรรษา ท่า่นก็ลงไปทำธุระที่กรุงเทพๆ พอจวนจะถึงวันปวารณา เข้าพรรษา ท่านก็กลับ ขึ้นมาจำพรรษาที่เชียงใหม่
วัดเจดีย์หลวง ในสมัยของท่านเจ้าคุณ พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ จึงได้รับการสนับสนุน จากประชาชน ที่เคยเป็นมาแล้วในอดีต
หลวงปุ่แหวน ก็อยู่ดูแลช่วยสนองงาน ท่่านเจ้าคุณๆ ตามกำลัง บางครั้ง ท่านก็ตาม หลวงปู่มั่น ออกแสวงหาวิเวก ตามอำเภอนอกๆ ตามโอกาส
๑๐๐. ญัตติเป็นธรรมยุต
ในปี พ.ศ. ๒๔๗๐ นี้เอง ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ ได้พิจารณาเห็นว่า หลวงปู่ แหวน มีความตั้งใจในการประพฤติปฎิบัติ มีความวิริยะอุตสาหะ ปรารภความเพียรสม่ำเสมอ ไม่ย่อท้อ มีข้อวัตรปฎิบัตรดี เหมาะสมตามสมณสารูป มีอุปัชฌายวัตรและอาจาริยวัตร ดีสม่ำเสมอ ปลาย มีอัธายศัยไม่ขึ้นไม่ลง และมีความคุ้นเคยกันมานาน
วันหนึ่ง ท่่านเจ้าคุณพระอุบาลีๆ ได้พูดกับหลวงปุ่แหวนว่า
" อยู่ด้วยกันก็นานมาแล้ว ควรจะได้ญิตติเสีย เพื่อจะได้เข้าร่วมสังฆกรรมกันได้ ไม่ต้องคอย บอกปาริสุทธิ์ ในวันอุโบสถ เหมือนเช่นทุกวันนี้
ครั้งแรกหลวงปู่ กราบเรียน ท่่า่นเจ้าคุณๆว่า ขอเวลาปรึกษาเพื่อน คือหลวงปู่ตื้อ ดูก่อน
ในช่วงนั้น หลวงปู่ตื้อ ยังท่่องธุดงค์อยู่ตามลำพัง ยังไม่ได้ขึ้นไปเชียงใหม่
แต่ด้วยเหตุผลของท่านเจ้าคุณพระอุบาลีๆ ที่อธิบายให้ฟังในขณะนั้น ท่่านจึงตัดสินใจ ญิตติเป็นพระธรรมยุติที่พัทธสีมาวัดเจดีย์หลวง นั่นเอง โดยมีพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ ( จันทร์ สิริจนฺโท) เป็นพระอุปัชฌาย์ มีพระครูศรีพิศาลสารคุณ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระครูพีสีพิศาลคุณ( ทอง โฆสิโต) เป็นพระอนุสาวนาจารย์


.jpg)


















































